เขาว่าช่วงที่เราเรียนจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ หรือประมาณสัก 2-3 ปีหลังจากนั้น เป็นช่วงที่หลายๆ คนต้องก้าวเข้าสู่การค้นหาความเป็น “ผู้ใหญ่” ในตัวเอง บ้างก็ว่ากันว่ากว่าจะเป็นโล้เป็นพายกันได้ก็น่าจะอายุ 25-26 กันเลยทีเดียว

ส่วนหนึ่งคงเพราะช่วงมหาวิทยาลัยนั้น เรายังมีความเป็นเด็กที่ไม่ต้องเจอโลกของการทำงาน ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เรายังมีความสนุกและซนตามประสาเด็กอยู่ พอออกมา นิสัยบางอย่างก็ติดตัวตามมาด้วยโดยไม่หายไป

แน่นอนว่าหลายคนมักพูดเสมอว่าช่วงเวลาที่เรียนอยู่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะพอทำงานแล้วก็จะเจอโลกความจริงที่แสนโหดร้าย

โลกแห่งความจริงของการเป็นผู้ใหญ่นั้น “โหดร้าย” จริงๆ หรือ

ผมเคยตั้งคำถามนี้เมื่อหลายปีก่อน ในช่วงเวลาที่กำลังผันตัวเองจากการเป็นเด็กเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่เนี่ยแหละ

บางทีผมว่ามันไม่ได้ “โหดร้าย” อย่างที่เราเอาคำๆ นี้ไปตราหน้ามันแต่อย่างใด หากแต่เพราะความเป็นเด็กในตัวเราที่ยังไม่ยอมโตไปตามตัวและตามวัยต่างหาก เรายังมีความรู้สึกเก่งกาจจากในห้องเรียน ยังมีความหลงตัวเองในบางเรื่อง รวมทั้งพกความมั่นใจต่างๆ นานา แต่พอเจอโลกภายนอกมหาวิทยาลัย โลกของการทำงานที่ไม่สนใจสิ่งที่เราเคยคิดว่า “เจ๋ง” บ้างก็ไม่แยแสแถมยังดุด่าโทษฐานที่ไปสร้างความวุ่ยวายอีก เราเลยไปตราหน้ามันว่า “โหดร้าย” ในฐานะที่ทำร้ายความใสซื่อ (?) ของเรา

และนั่นอาจจะเป็นเหตุให้หลายๆ คนก็ยังผูกตัวเองกับความเป็นเด็กแบบนั้นจนโต แม้กระทั่งอายุปาเข้าไปตั้งมากแล้ว ก็ยังคงผูกเอานิสัยเด็กๆ มาใช้กัน

ไอัประเภทลับหลังแล้วนินทากัน บ้างก็กระแนะกระแหน หรือไม่ก็เอะอะเชิดใส่ ใช้อารมณ์เข้าข่มขู่คนอื่น วางตัวใหญ่โต ฯลฯ ทำนองเดียวกับที่เด็กหลายคนมักทำกันตอนช่วงที่ไม่ต้อง “รับผิดชอบ” อะไร กลายเป็นว่าฝังเป็นสันดานที่ยากจะแก้ไขไปแล้ว

ผมว่านั่นแหละคือความโหดร้ายที่แท้จริงที่ทำให้หลายๆ คนไม่สามารถโตไปตามที่ควรจะเป็น ความคิดและนิสัยก็ยังวนๆ กับวิธีแบบเด็กๆ

และก็คงไม่สามาถยกวุฒิภาวะทางความคิดของตัวเองให้ขึ้นจากความเป็นเด็กได้

นั่นแหละมั้งที่เรียกว่า “โตแต่ตัว”