โฆษณาตัวนี้เป็นโฆษณาตัวที่เตรียมฉายในวันที่ 12 มีนาคม 2011 เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดบริการรถไฟชินคันเซ็นสายคิวชู แต่ในวันที่ 11 มีนาคมได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่จนเป็นที่มาของเหตุการณ์เศร้าสลดอย่างที่เรารู้กัน โฆษณาตัวนี้จึงถูกถอดออกจากแผนทันที แต่หลังจากนั้น 1 เดือน โฆษณาตัวนี้ก็ถูกนำมาออกอากาศด้วยความยาวสามนาทีเต็มและเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์อย่างมาก แน่นอนว่าคลิปวีดีโอโฆษณาบน YouTube ถูกส่งต่อและพูดถึงอย่างรวดเร็ว

และว่ากันว่าโฆษณานี้คือหนึ่งในโฆษณาที่ปลุก “ชีวิต” ของชาวญี่ปุ่นกลับมา

การถ่ายทำโฆษณานี้คือการตั้งกล้องและจับภาพรอบข้างทางในวันที่รถไฟสายคิวชูที่มีสีสันเป็นสายรุ้งนี้ให้บริการเป็นครั้งแรก มีคนกว่า 15,000 คนร่วมสร้างสีสันให้กับการเดินทางครั้งแรกนี้แม้จะไม่ได้นั่งอยู่ในขบวนรถก็ตาม ทุกคนร่วมยินดีและจัดการต้อนรับตลอดเส้นทางที่สามารถบันทึกไว้ได้กว่า 100 ชั่วโมงก่อนจะถูกตัดให้เหลือ 60 วินาทีและ 180 วินาทีสำหรับการโฆษณา เพลงประกอบนั้นเป็นของนักร้องลูกครึ่งญี่ปุ่น-สวีเดนชื่อ Maia Hirasawa

โดยส่วนตัวแล้ว ผมดูโฆษณานี้ครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามีผ่านไปได้สักพักหนึ่ง (ก็พร้อมๆ กับที่คนทั้งโลกได้ดูหลังจากถูกอัพโหลดขึ้นออนไลน์นั่นแหละครับ) ทุกวันนี้ผมยังดูพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ตลอด ถามว่าทำไมน่ะหรือ เพราะโฆษณานี้นั้นเต็มไปด้วย “ชีวิต” “ความหวัง” และ “กำลังใจ” ที่เราสัมผัสได้อยู่ตลอด 3 นาทีของโฆษณาน่ะสิ

จะว่าไปแล้ว คอนเซปต์และวิธีคิดของโฆษณาชุดนี้ต้องยอมรับว่าเต็มไปด้วยความจริงใจและไอเดียที่จะทำให้คนรู้สึกร่วมยินดีไปกับการเปิดบริการชินคันเซนสายคิวชู ซึ่งก็คงไม่มีอะไรจะแสดงออกถึงความยินดีได้อย่างจริงใจเท่ากับการถ่ายคนทั่วไปที่ร่วมยินดีกับการเปิดบริการนั่นแหละ กระบวนการถ่ายภาพ ตัดต่อ และเลือกเพลงประกอบเป็นอะไรที่ลงตัวในการทำให้เรารู้สึกถึงความยินดีและรอยยิ้มของฝูงชนที่เฝ้ารอรถไฟสายนี้อยู่ ซึ่งนั่นน่าจะสำคัญกว่าการที่บอกว่ารถไฟสายนี้เร็วอย่างไรหรือมีสถานีอะไรบ้าง

จริงอยู่ว่าโฆษณาตัวนี้ถูกนำมาฉายหลังจากเหตุการณ์ความโศกเศร้า แต่ท้ายที่สุดก็มันก็มีพลังมากมายที่ดูจะเข้าถูกจังหวะเวลาในวันที่ชาวญี่ปุ่นต้องการกำลังใจ ต้องการรอยยิ้มเพื่อกลับมาสู่ญี่ปุ่นในวันวานอีกครั้ง โฆษณาตัวนี้น่าจะเป็นหนึ่งในโฆษณาที่ถ่ายทอดและปลุกชีวิตชีวาให้ทุกคนอยากลุกขึ้นมาสร้างให้วันพรุ่งนี้เหมือนกันวันวานที่เห็นในโฆษณาก็เป็นได้

สำหรับประโยคตอนท้ายที่พูดนั้น มีคนแปลออกมาได้ความดังนี้ครับ

“On that day, thank you for waving at us, thank you for smiling and thank you for coming together as one. From now on, Japan is going to be more fun.”

แล้วแบบนี้…คนที่ดูจะไม่รู้สึก “ดี” กับโฆษณานี้ได้อย่างไรล่ะครับ

ข้อมูลประกอบจาก: Timog.com

หมายเหตุ: บล็อกนี้ผมเขียนไว้ในเว็บก่อนตั้งหลายปีแล้ว แต่พอดีมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่คุมาโมโตะเลยขอกลับมา Repost อีกครั้งนะครับ