วันนี้ระหว่างอ่านหนังสือ How Successful People Think ของ John C. Maxwell ซึ่งพูดถึงแนวคิดต่างๆ ที่เป็นพื้นฐานไปสู่ความสำเร็จนั้น ก็ไปสะดุดกับบทๆ หนึ่งที่พูดถึงเรื่อง Reflective Thinking โดยถ้าจะแปลเป็นไทยแบบซื่อๆ ก็คือ “การคิดแบบไตร่ตรองพิจารณา” ที่ว่าด้วยการสำรวจกลับไปยังประสบการณ์ที่ผ่านมาก่อนจะวิเคราะห์เพื่อหาคุณค่าหรือความรู้จากประสบการณ์นั้นๆ

มันก็ประจวบเหมาะพอดีกับที่ผมเพิ่งเขียนบันทึกอายุ 30 ปีไปเมื่อวาน เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ผมย่างเข้าสู่อายุ 31 ปีโดยทุกๆ วันที่ 24 ธันวาคมนั้น จะเป็นธรรมเนียมของตัวผมที่จะนั่งใช้เวลาสักหนึ่งชั่วโมงทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ก่อนจะเขียนบันทึกว่าเราเรียนรู้อะไร รู้จักอะไรมากขึ้น หรืออะไรคือสิ่งที่เราดีใจและเสียใจในรอบปี

ผมเริ่มทำธรรมเนียมการ “มองย้อนกลับไป” เมื่อสัก 4 ปีที่แล้ว และบันทึกในทุกๆ ปีก็กลายเป็นหน้าประวัติชีวิตผมที่ชวนให้นึกถึงหลายๆ อย่างในทุกๆ ครั้งที่กลับไปอ่าน แน่นอนว่าหลายๆ เรื่องที่ผมบันทึกกลายเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจ กลายเป็นสิ่งที่เตือนสติและเรียกกำลังใจกลับมาในยามท้อแท้ บ้างก็ทำให้ฉุกตัวเองกลับมาคิดอะไรที่หลงลืมไป

จะว่าไปแล้ว เวลาพูดถึงเรื่องการสร้างวิธีคิดให้ประสบความสำเร็จนั้น เรามักจะพูดกันว่าให้ “มองไปข้างหน้า” บ้างก็ “ลืมอดีตไปซะ อยู่กับปัจจุบัน ก้าวไปสู่อนาคต” อะไรเทือกๆ นั้น ซึ่งมันก็มีส่วนจริงพอสมควร แต่หลายๆ ที “การมองย้อนกลับไป” ก็ให้อะไรหลายๆ อย่างกับเราพอสมควร แต่คงต้องอาศัยปัจจัยสำคัญคือการ “ไตร่ตรอง” และ “พิจารณา” อดีตและประสบการณ์เหล่านั้นให้เป็นแบบที่ John C. Maxwell บอกนั่นแหละครับ

ทุกๆ ปีที่ผมมองย้อนกลับไปในช่วงอายุที่ผ่านมา (ซึ่งก็โชคดีที่ผมเกิดแทบจะสิ้นปี เลยเหมือนกับการมองย้อนรอบปีที่ผ่านมาไปโดยปริยาย) มันก็เหมือนกับทำ Year Review ของชีวิตตัวเอง การย้อนเปิดดูปฏิทิน ดูบันทึกที่ตัวเองจดไว้ ไล่ดู Facebook Timeline ว่าในแต่ละเดือนเกิดอะไรขึ้นบ้าง มันก็ทำให้เราย้อนสำรวจความรู้สึกและความคิดต่างๆ ที่ตัวเองตักตวงมาตลอดปี

เราชอบพูดกันเสมอว่าคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในทุกๆ ปีเราก็จะโตขึ้นอีก แต่สิ่งที่เวลาซึ่งผ่านไปเร็วนั้นอาจจะทำให้เราหลงลืมคือการรู้ว่าเราเปลี่ยนไปอย่างไรกัน เผลอมาอีกทีเราก็อยู่กับตัวตนที่เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัวว่าเราเปลี่ยนแปลงมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร การมองย้อนกลับไปดูตามเส้นทางที่เราเดินทางมาก็ช่วยให้เราทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้แล้วมันก็ทำให้เรากลับไปทำความเข้าใจ “คุณค่า” ของประสบการณ์ที่เกิดขึ้น

ระหว่างที่ผมเขียนบันทึกของปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำอยู่ไม่น้อยเพราะทำให้เราอดอมยิ้มเมื่อกลับไปมองเรื่องราวสนุกๆ ที่เกิดขึ้น หัวเราะให้กับวันที่เราเคยเหน็ดเหนื่อยและได้คำตอบว่าเราควรจะมองสถานการณ์แบบนั้นอย่างไร ได้ซึ้งเมื่อคิดถึงวันดีๆ ที่สุดประทับใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความทรงจำของเรายังมีชีวิตและโลดเล่นอยู่เสมอในตัวผมเอง ขณะเดียวกับที่ผมได้พบ “คุณค่า” ของปีที่ผ่านมา หาใช่เวลาที่ผ่านไปตามปฏิทินเฉยๆ

ไหนๆ ก็สิ้นปีแล้ว ลองทำกันดูสิครับ ลองเปิดปฏิทินย้อนกลับไปแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำอะไรอยู่ ณ เวลานั้น อะไรคือสิ่งที่น่าจดจำในเดือนนั้น อะไรคือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น

ลองมองให้ลึกลงไป แล้วคุณอาจจะค้นพบและเรียนรู้อะไรจากมันได้อีกเยอะเลยล่ะครับ