วันนี้ผมได้รับเชิญจากทาง dtac Academy ไปพูดในเวที Smart Cafe ซึ่งเป็นกิจกรรมภายในบริษัทเพื่อเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ที่น่าจะเป็นแนวคิดให้กับคนฟังซึ่งก็เป็นบรรดาพนักงานดีแทคด้วยกันเนี่ยแหละ ตลอด 2 ชั่วโมงที่ผมเล่าเรื่องชีวิตของผมและแง่คิดต่างๆ นั้น มีคำๆ หนึ่งที่ผมพูดติดปากอยู่ตลอดเวลา (โดยไม่รู้ตัวด้วย) ก็คือ

“ชีวิตมันไม่เคยแฟร์อยู่แล้ว”

คำพูดนี้อาจจะเป็นการมองโลกแง่ร้ายอยู่เสียหน่อย แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว มันก็คงเป็นเรื่องจริงที่ท้ายที่สุดเราๆ ก็ต้องเผชิญอยู่พอบ่อยๆ เช่นกัน

ผมเองก็ผ่านช่วงชีวิตที่ต้องเจอกับความ “ไม่แฟร์” อยู่หลายครั้ง เช่นการที่ผมถูกตัดสินจากใบปริญญาของผมซึ่งทำให้ผมโดนตัดโอกาสในการสมัครงานกับหลายๆ บริษัท บ้างก็โดนปฏิบัติด้วยไม่ดีเสียเท่าไรในวันที่ผมยังล้มลุกคลุกคลานอยู่ ไหนจะโดนเปรียบเทียบกับบรรดาคนอื่นๆ มากมายที่มักจะมาด้วยฐานะหรือ Portfolio ต่างๆ ที่ดูดีกว่าผมเยอะ

เอาจริงๆ เรื่องนี้ก็คงจะเป็นเรื่องประเภทที่หนีกันไม่พ้นสำหรับทุกๆ คน เพราะชีวิตของเราท้ายที่สุดก็ต้องเจอการแข่งขันและต้องถูกปฏิบัติจากสิ่งรอบข้างไม่มากก็น้อย เช่นการสมัครงาน การทำงานในออฟฟิศ หรือแม้แต่เรื่องง่ายๆ ที่เจอกันเช่นการจีบสาว

ที่บอกว่าชีวิตไม่แฟร์เพราะยังไงเราก็จะได้เจอกับคู่แข่งที่คู่เปรียบเทียบที่จะเหนือกว่าเราอยู่เรื่อยๆ และเขาเหล่านั้นก็มักจะมาพร้อมกับพื้นฐานที่ต่างกับเรา บ้างก็สบายกว่าเรา ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเท่าเรา ฯลฯ

นั่นยังไม่รวมถึงบรรดากฏเกณฑ์และข้อจำกัดการใช้ชีวิตต่างๆ ที่หลายครั้งก็อดไม่ได้ที่เราจะคิดเปรียบเทียบอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมมันไม่แฟร์กับเราแบบนี้

ใช่ครับ ความไม่แฟร์เป็นพื้นฐานของชีวิตที่ยังไงเราก็ต้องเจอ

แต่คำถามคือแล้วยังไงล่ะ?

ที่ผมพูดเช่นนี้เพราะหลายๆ ทีเราก็ทนยอมรับเงื่อนไขทางสังคมบางอย่าง หรือปล่อยให้ตัวเองอยู่ภายใต้กฏที่เรามองว่า “ไม่แฟร์” นี่แหละ และสุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้เลยตามเลย

ผลสุดท้ายคือเราก็ไม่สามารถคว้าโอกาสที่เราหวังหรือปล่อยให้มันหลุดลอยไป

แต่เอาจริงๆ แล้วเราอาจจะสามารถชนะเกมดังกล่าวได้เหมือนกัน

เรื่องนี้ผมมักจะยกเหมือนกับการจีบสาว ที่แน่นอนว่ามันก็อาจจะมีคนรวยหรือคนหล่อเข้ามาแย่งจีบเป้าหมายเดียวกับเรา ถ้าเราคิดว่ามันไม่แฟร์แล้วยกธงขาว เกมของเราก็จบเป็นแน่

แต่ครั้นจะให้เราไปสู้ในเกมที่คนรวยจีบ เราซึ่งจนกว่าก็คงจะแพ้อีกเช่นกัน (เว้นแต่เราจะรวยกว่า)

พอเป็นแบบนี้ มันเลยเป็นมุกที่เรามักพูดกันว่าต้องทำอะไรที่แตกต่าง เดินเกมที่ต่างจากคนอื่น เปลี่ยนวิธีการต่อสู้ไม่ให้อยู่บนพื้นฐานกฏหรือการเปรียบเทียบในเกมที่เรากำลังเสียเปรียบ

แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ 100% แต่ก็มีหลายครั้งที่เราเห็นมวยรองเอาชนะมวยต่อกันอยู่บ่อยๆ

ผมว่าชีวิตเราก็คล้ายๆ แบบนั้นแหละ คือต่อให้อะไรๆ มันจะไม่แฟร์ แต่ถ้าเราเอาแต่พร่ำบ่น มันก็คงไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเพราะก็คงไม่มีเทวดาที่ไหนจะมาดลใจเปลี่ยนกฏเกณฑ์หรอก แต่มันอยู่ที่เราเองต่างหากที่จะสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาสู้กับความไม่แฟร์นั้น

และนั่นต้องแลกมาด้วยการคิดที่มากกว่า ฉลาดกว่า หรือการลงแรงที่มากกว่า

คำถามต่อมาคือแล้วเราจะยอมทำแบบนั้นไหมล่ะ?

ผมมักจะพูดติดตลกอยู่เสมอว่าชีวิตไม่เคยแฟร์ แต่แล้วยังไงล่ะ? ถ้าเรายังอยากเอาชนะ ยังอยากไปถึงเป้าหมาย เราก็ต้องหาทางไปในแบบของเรา ในวิถีที่สามารถเอาชนะเงื่อนไขต่างๆ หรือแม้กระทั่งทำให้เงื่อนไขนั้นๆ ถูกลดค่าลงเพราะเรามีอย่างอื่นไปทดแทน (หรือดีกว่า)

และถ้าเราทำได้ เราก็จะกลายเป็นผู้ชนะนั่นแหละครับ