ครั้งแรกที่ผมได้ดูคลิปวีดีโอ The Last Lecture ของ Randy Pausch นั้น มีความตอนหนึ่งที่ผมค่อนข้างชื่นชอบมาก เขาบอกว่าคนเราเลือกได้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเจ้า Tigger หรือ Eeyore หรือถ้าว่ากันง่ายๆ คือจะมีชีิวิตอย่างมีชีวิตชีวาหรือจะปล่อยให้รู้สึกซังกะตาย

[info] สำหรับคนที่ไม่รู้จักเจ้า Tigger และ Eeyore นั้น ทั้งสองเป็นตัวละครใน Winnie the Pooh ซึ่งเป็นนวนิยายโดย A.A. Milne ก่อนจะกลายมาเป็น Animation ของ Disney และเป็นตัวละครยอดฮิตในภายหลัง [/info]

 

ในการบรรยายของ Randy Pausch นั้นหยิบสองตัวละครนี้มาเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนว่าการมีชีวิตที่เต็มไปด้วย “พลัง” นั้นจะเปลี่ยนชีวิตตัวคุณอย่างไร การเป็นอย่างเจ้า Tigger นั้น แม้ว่าอาจจะไม่ได้ทำถูกต้องไปเสียทุกอย่าง แต่การที่เขาเต็มไปด้วยพลัง มีการกระตุ้นตัวเองอยู่เสมอๆ นั่นทำให้เจ้า Tigger กลายเป็นสิ่งที่ดูมีชีวิตชีวาอยู่ตลอด ผิดกับ Eeyore ที่จะยืนซึมแทน

คนเราก็มีโหมดหลักๆ ที่นึกกันออกกันง่ายๆ แหละครับ คือโหมด Active กับโหมด Passive จะเป็นคนที่รู้สึกกระฉับกระเฉง ตื่นตัว หรือจะเป็นคนเฉื่อยและซังกะตาย และโหมดนี้เองที่สะท้อนกลับมากลายเป็นบุคลิกรวมทั้งทัศนคติกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว

สังเกตุไหมครับ เวลาที่เราซึมเศร้า อะไรๆ มันก็ดูเลวร้ายไปหมด เราไม่อยากทำอะไร อยากจะนอนแผ่อยู่เฉยๆ ไม่ก็หลบอยู่ในมุม เรี่ยวแรงจะทำอะไรก็ไม่ค่อยจะมี พอเป็นอย่างนี้แล้ว ความคิดที่จะอยากสร้างสรรค์อะไรก็ไม่เกิด ความพยายามจะเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือพัฒนาก็ไม่ต้องพูดถึง จึงไม่แปลกที่เราะเจอคนที่ดูติ๋มๆ ซึมๆ ช่าง “จืดจาด” และ “ขาดชีวิตชีวา” ไปเสียหมด

แล้วพอเป็นคนจืดจางเข้าแล้ว อะไรๆ มันก็คงไม่เตะตาหรือถูกสนใจจากคนอื่นๆ เท่าไรนัก ยิ่งแย่เข้าไปอีก

ผิดกับการใช้ชีวิตแบบมีชีวิตชีวาที่เรารู้จะรู้สึกว่า “มีพลัง” พร้อมที่จะทำหรือลองอะไรใหม่ๆ การรู้สึกว่าว่าตัวเองมีพลังนี่เองที่เป็นจุดเปลีย่นสำคัญ เพราะถ้าเรารู้สึกอย่างนั้นแล้ว เราจะกล้าคิดที่จะลองอะไรใหม่ๆ ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลงมือทำหลายๆ อย่าง ยิ่งเรารู้สึกว่ามีพลังมากขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งมองเห็น “โอกาส” มากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องระวังเหมือนกันว่าการมีชีวิตชีวานั้นต้องอยู่บนความเหมาะสม และไม่ใช้พลังไปอย่างเลยเถิดด้วยเช่นกัน เพราะบางคนก็ล้นไปจนกลายเป็นทำให้ตัวเองประหลาด ใช้พลังที่ล้นไปกระทบผู้อื่นก็มี ทำเรื่องไม่ดีก็มี ซึ่งแบบนี้ก็ต้องเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นเช่นกัน

ผมเคยเขียนบล็อกเรื่องการ Burn Out ที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับบล็อกนี้ด้วย เพราะในชีวิตเราแต่ละวันนั้น ถ้าเราสามารถเค้นพลังชีวิตออกมาให้มีประสิทธิภาพ รู้จักจุดไฟตัวเองให้ตื่นอยู่เสมอ เติมเชื้อเพลิงชีวิตในยามที่พักผ่อน ถ้าทำเช่นนี้ได้ ทุกๆ วันของเราก็จะเป็นอะไรที่มากกว่าปรกติ และอาจจะทำให้เราได้มีประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมพอสมควร

ผมเขียนบล็อกนี้ ไม่ได้แปลว่าผมจะสามารถเป็น Tigger ได้ทุกวันหรอกนะครับ บางวันผมก็เป็น Eeyoare เหมือนกัน แต่ผมว่าสิ่งสำคัญคือการที่เรารู้ตัวว่าเรากำลังเป็นอย่างไร ถ้าเรารู้ว่าเป็นอะไรแล้วจะดี เราก็ควรจะพยายามปรับและเปลี่ยนตัวเองไปสู่จุดนั้นให้มากที่สุด การใช้พลังชีวิตหลายๆ ทีก็หมดและมอด ต้องการการพักผ่อนบ้าง แต่พอเราพร้อมแล้ว เราก็กลับมาที่จุดเดิมอีกครั้ง กลับเข้าสู่เส้นทางอีกครั้ง

ลองเลือกกันนะครับ