หนึ่งในปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นแทบจะทุกวันของการทำงานของผมคือ “งานเข้า” ซึ่งดูจะเป็นเหมือนงานประจำของผมไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากงานที่ทำอยู่ หรือเกิดจากการที่ลูกค้ามีงานใหม่เข้ามากระทันหัน พอเป็นอย่างนี้บ่อยๆ หลายคนอาจจะรู้สึกเหนื่อยหน่ายหรือเป็นอะไรท่ีค่อนข้างจะเบื่อแน่ๆ

จะว่าไปแล้ว การเจอปัญหาหรืองานเข้าในทุกๆ วันคงเป็นอะไรที่เหมือนฝันร้ายสำหรับคนที่มองว่าชีวิตควรจะทำงานด้วยความสงบสุขมากกว่าจะต้องมาวิ่งตามแก้ปัญหาที่ดูจะไม่มีวันจบสิ้น หลายๆ ครั้งที่เวลาเจอสถานการณ์ประเภทต้องรื้องานใหม่ ต้องคิดงานใหม่ ต้องเริ่มประชุมใหม่คงทำให้หลายๆ คนแทบอยากจะเขวี้ยงงานเก่าทิ้ง หรือพลิกโต๊ะโวยวายกันเอาได้ง่ายๆ

แต่ทำอย่างไรเราจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้? ทำอย่างไรเราถึงจะมีมีพลังที่จะทำงานกับมันได้

ผมพบว่าเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการทำงานให้มีประสิทธิภาพแม้จะเจอปัญหาซ้ำๆ ซากๆ หรืออะไรที่ดูน่ารำคาญอยู่ไม่น้อย คือการมีทัศนคติที่ผมเรียกว่า “YES Attitude” ซึ่งดูจะสำคัญกว่าการเป็นคนถึกหรือบ้าทำงานเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะต่อให้เราทำงานอึดแค่ไหน แต่ถ้าเราไร้ใจ ไร้วิญญาณ์ที่จะทำ งานก็คงเป็นอะไรที่เราไม่อยากจะใช้พลังลงไปทำ ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากการมีสิ่งที่เรียกว่า “NO Attitude”

การที่เราปฏิเสธ หรือการคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้คือทัศนคติเริ่มต้นที่ทำให้เรามีอคติแง่ลบกับงานที่จะทำ อะไรๆ ก็ดูน่าเบื่อ ดูไม่ไหวไปซะทุกอย่างแม้ว่ามันจะเป็นงานง่ายๆ หรือไม่คณามือเราก็ตาม มันทำให้เราเกิดความขี้เกียจ เกิดความรู้สึกเฟลที่ไม่อยากจะคิดอะไรใหม่ๆ อีกต่อไป ซึ่งความคิดและความรู้สึกแบบนี้ทำให้เราไม่ก้าวไปข้างหน้าแต่อย่างใด

การตั้งทัศนคติ “YES” มีส่วนสำคัญให้คุณมองทุกอย่างที่เข้ามาด้วยมุมมองแง่บวก คุณมองมันด้วยความคิดที่ท้าทาย ความคิดที่อยากทดลอง ความคิดที่อยากเอาชนะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้คุณก้าวไปข้างหน้า กล้าที่จะสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือทำให้คุณมีพลังชีวิตที่จะอยู่ไปกับมัน ซึ่งจะว่าไปแล้ว นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมยังรู้สึกมีพลังในการทำงานทุกๆ วันแม้ว่าจะเจอสารพันปัญหาในทุกๆ วัน

นอกจากนี้ การคิดว่า “YES” คือการบอกตัวเองว่า “เป็นไปได้ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่เราจะมองงานตรงหน้าในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว งานหลายอย่างอาจจะหนักหนาสากันอยู่ไม่น้อย แต่เราก็ยังไม่ถึงกับยอมแพ้หรือหันหลังให้กับมัน

ส่วนสำคัญอีกอย่างของการตั้งทัศนคติแง่บวกนั้น คือการทำให้คนรอบข้างคุณรู้สึกมีพลังตามคุณไปด้วย เพราะในบรรยากาศการทำงานแล้ว ถ้าทุกคนอยู่ในโหมดเฟลกันหมด ก็คงจะทำให้ความเครียดของงานหนักขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า ความหวังที่งานจะดีขึ้นก็ยิ่งหดน้อยลงไปอีก แต่ถ้ามีคนสักคนเต็มไปด้วยพลังมาปลุกทุกคนและบอกว่า “ลุย” หรือ “มาลองกันสักตั้ง” ก็พอจะเป็นการจุดไฟความหวังให้กับทีมที่ไฟกำลังมอดได้ ซึ่งถ้าใครเป็นหัวหน้างานแล้ว สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญกับทีมที่ดูแลอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้แล้ว YES Attitude ไม่ใช่แค่กับเรื่องงานเพียงอย่างเดียว แต่มันสามารถคิดได้กับชีวิตของคุณในอีกหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเป้าหมายชีวิต การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ฯลฯ ซึ่งถ้าคุณมองทุกข์ที่เข้ามาในชีวิตเป็นประจำด้วยสายตาที่บวกแล้ว อะไรๆ มันก็ดูเป็นไปได้เสมอ

ลองตั้งมุมมองแบบนี้สิครับ แล้วคุณอาจจะรู้สึกว่าอะไรๆ มันก็จะต่างไปจากเดิม