ช่วงหลังๆ มานี้มีหลายคนมาทักผมเรื่องบล็อกอยู่พอสมควร หลายคนเองก็พูดถึงประโยชน์ต่างๆ ที่บล็อกสร้างให้กับพวกเขา นั่นยังไม่รวมไปถึงอีกหลายๆ คนที่มายินดีเรื่องหน้าที่การงานของผมที่ตอนนี้ก็ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งแล้ว ซึ่งจะว่าไปก็ถือเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมได้รับ “คำชื่นชม” มากเป็นพิเศษอยู่เหมือนกัน

และจากเหตุการณ์นั้น ก็ทำให้ผมกลับมาคิดอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งพอไปคิดกันจริงๆ แล้วผมกลับมองว่าผมในวันนี้ไม่ควรได้รับคำชื่นชมสักเท่าไร แต่คนที่จะชื่นชมคือผมในอดีตต่างหาก

ที่ผมพูดเช่นนี้เพราะผมในวันนี้นั้นเรียกได้ว่าก้าวมาถึงจุดที่บางคนอาจจะบอกว่า “ประสบความสำเร็จ” หรือมาถึงจุดที่ทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว บล็อกแต่ละบล็อกมีคนอ่านมากมาย มีคนรู้จัก มีหลายองค์กรติดต่อมาเพื่อให้ไปบรรยาย มีหนังสือของตัวเอง ฯลฯ

เรียกได้ว่าทุกวันนี้จะขยับอะไรทีมันก็ดูง่ายอยู่พอสมควร

แต่ถ้ามองย้อนกลับไปสัก 3 ปีที่แล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่ได้รู้จักผมมาก่อน ชั่วโมงนั้นผมไม่ได้มีผลงานอะไรที่จับต้องได้นอกจากการทำงานในวงการการตลาดิจิทัล จะพอมีอะไรบ้างก็คือ Twitter ที่มี Follower อยู่หลักหมื่น (แต่สำหรับผมมันก็ไม่ได้ดูจับต้องอะไรได้มากนักหรอกครับ)

วันนี้ผมอาจจะมีคนตามใน Facebook เกือบ 4 หมื่นคนแล้ว แต่วันนั้นผมไม่มีเลยสักคน

วันนี้ผมมีคนอ่านบล็อกเดือนละ 3-4 แสนคน แต่วันนั้นผมมีคนอ่านบล็อกแค่วันละ 10-20 คน

วันนี้ผมมีหนังสือของตัวเอง มีคนเชิญไปบรรยาย แต่วันนั้นไม่มีใครมองเห็นหัวผม

ฉะนั้น ถ้าถามผมวันนี้แล้ว คนที่ผมชื่นชมคือตัวผมในวันนั้นมากกว่า ในวันที่ผมไม่มีอะไร และการทำอะไรต่างๆ นั้นแทบจะดูไร้ผลไปเสียมากมาย บล็อกจำนวนมากที่ผมเขียนในช่วงต้นๆ นั้นมีคนอ่านอยู่หยิบมือแม้ว่าผมจะรู้สึกว่าตั้งใจเขียนมากแค่ไหนแล้วก็ตาม (สมัยนั้นมีคนอ่านเกิน 1,000 คนผมก็ดีใจเวอร์แล้ว แต่ทุกวันนี้แต่ละบล็อกก็มีคนอ่านมากกว่านั้นทั้งนั้น)

อย่างที่บอกแหละครับ การเริ่มต้นไปสู่ความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่เรามักพูดกันบ่อยๆ คือเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ เรื่องราวของคนที่น่าชื่นชม แต่สิ่งที่เราอาจจะไม่พูดถึงกันนักคือวันที่เราต้องก้าวข้ามความลำบาก ก้าวข้ามความรู้สึกเหนื่อย ท้อ และเต็มไปด้วยสิ่งที่พยายามชวนให้เราเลิกพยายามและกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ที่แสนสบายดีกว่า

ผมเองก็ผ่านเวลาแบบนั้นมาเหมือนกันครับ อย่างในวันที่ไม่มีใครอ่านบล็อก อย่างในวันที่โดนปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า

ผมมองย้อนกลับไปแล้วขอบคุณผมในวันนั้นที่ไม่ยอมแพ้ และยังกัดฟันสู้ต่อมาตลอด 3 ปี

และมันก็มาถึงวันนี้ วันที่ผมในวันนี้ได้รับผลที่สะสมมาตลอด

ฉะนั้นถ้าใครจะชื่นชมผมในวันนี้ ผมจึงมักจะบอกพวกเขาว่าให้ไปชื่นชมผมในอดีตจะดีกว่า เพราะถ้าวันนั้นเขาล้มเลิกความตั้งใจ ละความพยายาม ผมก็คงไม่มีวันนี้หรอก และถ้าใครควรได้เครดิตความสำเร็จก็คงจะเป็นเขาคนนั้นต่างหาก

และถ้าใครบอกว่าอยากเรียนรู้หรืออยากจะเป็นแบบผม ผมก็จะบอกให้พวกเขากลับไปมองให้เห็นผมในอดีต แทนที่จะมองแต่ผมวันนี้นั่นแหละฮะ