วันก่อนได้มีโอกาสดูหนังเก่าเรื่อง Bruce Almighty โดย มีฉากหนึ่งที่พระเจ้าหันมาพูดกับบรู๊ซ ให้สวดภาวนาว่าอยากขออะไร ซึ่งตอนแรกพระเอกก็นึกถึงนางเอกที่แยกจากกันไประหว่างเรื่อง ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะขอพรให้กลับมาคืนดีกัน แต่เขาก็หยุดและขอพร

God: Grace. You want her back?

Bruce: No. I want her to be happy, no matter what that means. I want her to find someone who will treat her with all the love she deserved from me. I want her to meet someone who will see her always as I do now, through Your eyes.

God: Now THAT’S a prayer.

ผมว่านี่อาจจะเป็นบทสนทนาง่ายๆ แต่แฝงไว้ซึ่งสิ่งสำคัญที่เรียกว่าความรักแต่เราหลงลืมมันไป

ในหลายๆ ครั้งที่มีคนมาปรึกษาปัญหาชีวิต (ซึ่งบ่อยครั้งที่จะเกี่ยวกับความรัก) รวมทั้งการที่ผมมองย้อนกลับไปในอดีตของตัวเอง หลายๆ ครั้งที่ความรักของเรามันเต็มไปด้วย “แรงปรารถนา” จนมันทำร้ายเรา แรงปรารถนานี้ที่ทำให้เรายึดติดกับอีกคน ทำให้เราติดอยู่ในบ่วงของความรัก อยากได้ชื่อว่าเป็นแฟนเขา ได้เป็นคนรักของเขา อยากให้เขาตอบรักเรา อยากให้เขาไม่จากเราไป ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนขับมาจากแรงปรารถนาที่ล้นเอ่อ

จะว่าไปแล้ว มันก็คงไม่แปลกอะไรหรอกครับ เพราะเอาจริงๆ ความรักในวัยที่เราอาจจะยังมองมันเป็นเรื่องร้อนแรง มีแรงปรารถนาทางเพศที่พลุกพล่าน มันก็ยั่วยวนจนหลายๆ คน (รวมทั้งผมเองในอดีต) ก็คึกคะนองและทำอะไรจนลืมสติปัญญาไปเสียหมด

แต่ถ้ามาทุกวันนี้แล้วมองย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราเรียกว่าความรัก ผมว่าผมเจอความรักในรูปแบบที่แปลกไปจากเดิม พร้อมกับ “แรงปรารถนา” ที่เปลี่ยนไป อาจจะด้วยวัยที่ผ่านประสบการณ์มาเยอะ หรือการปลงชีวิตที่มากขึ้น ผมกลับมามองว่าความปรารถนาบนความรักนั้น อาจจะไม่ได้มีไว้เพื่อให้กับตัวเอง แต่กลับมีไว้ให้กับอีกคนหนึ่งต่างหาก เพราะแท้จริงแล้ว ความปรารถนาที่ดีและบริสุทธิ์ไม่ควรมีไว้เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง แต่อาจจะมีไว้เพื่อเปิดใจและหวังให้คนที่เรารักมีความสุขต่างหาก

ครูใหญ่เคยสอนผมทางอ้อมจากที่ผมมองครูใหญ่เอง ครูมีความรักมากมายมหาศาลที่มอบให้กับคนรอบข้าง และทั้งหมดไม่ใช่เพื่อที่ตัวเองจะได้ถูกยกเป็นคนสำคัญหรืออะไรเลย แต่เพื่อช่วยเหลือและหวังจะให้อีกคนมีความสุขเท่านั้น

หนึ่งในคำสอนที่ครูพูดเสมอกับผมคือเราควรยินดีในความสำเร็จและความสุขของผู้อื่น เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว เราจะเริ่มใช้สายตามองสิ่งต่างๆ มากกว่าสนใจแค่ตัวเราเอง เราจะเริ่มสนใจว่าอีกคนหนึ่งจะรู้สึกอย่างไร และเราจะทำอย่างไรให้เขามีความสุขขึ้นได้ นั่นอาจจะเป็นความปรารถนาง่ายๆ ที่ถูกเรียกว่า “ความแคร์” ที่คู่รักหลายๆ คนมีให้กัน ซึ่งก็คงจะดีถ้าเราเก็บความรู้สึกแบบนั้นไว้ตลอดแทนที่จะมองว่ามันเป็นหน้าที่หรือแบบแผนที่ต้องปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นคู่รักกัน

เมื่อมาถึงตรงนั้น บางทีความรักมันก็ทลายเส้นแบ่งของความสัมพันธ์ที่ถูกตีกรอบเอาไว้ว่าเป็นเพื่อน คนสนิท แฟน ฯลฯ เพราะความปรารถนาดีนี้เราสามารถมอบให้กับคนได้มากมาย ให้กับคนที่เราเป็นห่วงแม้ว่าจะเป็นคนนอกครอบครัว ให้กับน้องสาวที่อาจจะไม่ใช่น้องแท้ๆ ให้กับเพื่อนสนิทต่างเพศที่อาจจะไม่ใช่แฟน (และก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแฟน) ซึ่งถ้ามองเช่นนี้แล้ว แรงปรารถนาดีนี้เองที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเป็นกัลยณมิตรอีกด้วย

ความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่มันก็อาจจะเป็นภาพลวงตาถ้าเราไม่ได้ใช้การมองมันด้วยสติและปัญญา แรงปรารถนาเป็นพลังงานที่มีพลังอย่างน่าอัศจรรย์ มันทำให้เราเป็นบ้าเป็นหลังจนถึงขั้นลงแดงทรมานได้หากถูกนำไปใช้แบบผิดๆ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่หล่อเลี้ยงหัวใจให้ชุ่มชื่นและสดใสได้ในทุกๆ วันเช่นกัน

อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้มันในมุมมองไหนแค่นั้นเอง