วันนี้ระหว่างที่กำลังเดินคิดไปเรื่อยอยู่แถวหน้าออฟฟิศก่อนขึ้นไปทำงาน จู่ๆ ไม่รู้ทำไม ผมก็นึกถึงเรื่องการตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราเจอคนที่ใช่หรือยัง?

พูดถึงเรื่องคนที่ใช่ ผมก็มักพูดบ่อยๆ ว่ามันเป็นการคิดกันเอาเอง เพราะจริงๆ แล้วมันก็เป็นแค่เรื่องการ “ใช่มาก” “ใช่น้อย” และเรามองมันจากอะไร เวลาไหน และด้วยทัศนคติอย่างไร คำตอบของคำว่า “ใช่” อาจจะเป็นคำตอบที่แปรเปลี่ยนได้ตามการเวลาก็ได้

จริงๆ ผมว่าคนเราไม่ว่าหญิงหรือชาย เราก็มีความคิดที่จะเลือกคนมาเป็นคู่ของเราเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป บางคนก็มีตารางเช็คได้เลยว่าผ่านกี่ข้อ สอบตกกี่ข้อ แล้วเอาตรงนั้นมาบอกว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” บางคนให้ความสำคัญกับเรื่องของหน้าตา ออฟชั่น บ้าน ฐานะ อนาคต ฯลฯ แตกต่างกันออกไป หลายๆ คนก็แปลกอยู่ไม่น้อยที่บอกว่าผม “เขาก็เป็นคนดีนะพี่ เพียงแต่ไม่รวย” บ้างก็บอกว่า “ก็ดีเยอะนะ เสียอย่างเดียวน่าเบื่อ”

จะว่าไปแล้ว คนเรามันก็มีลักษณะของความ “ไม่สมบูรณ์” เป็นพื้นฐานของทุกๆ คนอยู่แล้ว หายากที่จะมีใคร “สมบูรณ์” เสียให้ได้ ขนาดพระพุทธรูปที่หล่อได้อย่างสวยแทบไร้ที่ติแล้ว ก็ยังหาข้อติกันได้ว่า “เสียดายนะ น่าจะพูดได้”

เพราะความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์นี่แหละ ทำให้เรามักเผลอจะหาจุดตำหนิ หรือข้อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ได้อยู่เสมอๆ ขนาดคนที่อยู่ตรงหน้าดีแล้ว เราก็ดันไปเอาข้อด้อยของเขาไปเทียบกับคนอื่นที่มีข้อเด่นเอาจนทำให้ใจเขว บ้างก็กลายเป็นลืมข้อดีอื่นๆ ไปเสียเพราะคิดว่าอยากได้คนอื่นที่ไม่มีข้อด้อยนี้ (โดยลืมไปว่าคนอื่นๆ ก็มีข้อด้วยอื่นให้เราไปกระโดดหาไปอีกเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น)

เคยมีคนถามว่าตั้งแต่ผมคิดเรื่องแต่งงาน ผมมีมองคนอื่นบ้างไหม ถ้าตอบแบบพระเอกในละคร ผมก็คงต้องบอกว่าผมรักแฟนผมมากจนไม่คิดจะมองคนอื่น ไม่สนคนอื่น ตอบแบบนี้คงจะดูหล่อและโรแมนติกอยู่ไม่น้อย

แต่พอดีผมไม่ใช่พระเอก ไม่ใช่สุภาพบรุษในนิยายอะไรอย่างนั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ ผมก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เจอผู้หญิงหน้าตาดี หุ่นดี เดินผ่าน ก็มองเป็นธรรมดา บางครั้งก็อดออกทะเลไปเรื่อยว่าถ้ามีแฟนเป็นคนหน้าตาแบบนี้จะเป็นอย่างไรนะ ซึ่งผมว่ามันก็เป็นธรรมชาติของผู้ชายอยู่แล้ว (และผมก็คงไม่คิดจะไปปฏิเสธเพื่อสร้างภาพว่าผมเป็นยอดชายอะไรหรอกนะครับ)

แต่สิ่งที่ผมคิดต่อหลังจากชื่นชมผู้หญิงเหล่านั้นแล้ว ก็คือการกลับมามองว่าคนที่อยู่เคียงข้างผมทุกวันนี้ ก็ดีมากที่สุด “สำหรับผม” อยู่แล้ว ผมไม่จำเป็นต้องไปขวนขวายหาคนอื่นอีกต่อไป จริงอยู่ว่าข้างนอกนั่นอาจจะมีคนที่หน้าตาดีกว่า น่ารักกว่า บ้านรวยกว่า ฯลฯ แต่ผมมามอง “ความดี” และ “ความเหมาะ” ที่คนรักผมมีให้ผมในทุกวันนี้ ซึ่งก็เพียงพอจะให้ชีวิตผมมีความสุขในทุกๆ วันแม้จะไม่ต้องหวือหวาอะไรมาก ผมว่ามันก็ “เพียงพอ” จนไม่ต้อง “ดิ้นรน” อะไรอีกแล้ว

ที่พูดมาเนี่ยไม่ได้จะให้รู้สึกหมั่นไส้อะไรหรอกนะครับ แต่จะโยงต่อว่าที่คนหลายคนทุกข์หรือทำชีวิตให้ยุ่งเหยิงก็เพราะมันไม่รู้จักพอกับที่ตัวเองมี พอเห็นคนโน้นคนนี้ก็อดคิดว่าที่มีอยู่ไม่ดี ไม่เวิร์ค ลืมข้อดีๆ อื่นๆ เสียหมด (ก็อย่างว่าแหละครับว่าคนเรามักมองข้อเสียออกก่อนจะมองข้อดี) ถ้าเลือกได้ก็อยากเลือกที่ดีที่สุด (ซึ่งมันก็จะไม่มีเคย “ที่สุด” สักกะที) เป็นอย่างนี้ไปเสียเรื่อยๆ

หลายๆ ครั้งที่ผมฟังเรื่องเล่าจากเพื่อน จากน้อง จากคนรู้จักเกี่ยวกับความทุกข์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนความรักที่ “ไม่สมบูรณ์” บางครั้งผมพบว่ามันก็ดีพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่คนที่ครอบครองมันไว้มองไม่เห็นคุ้นค่าที่อยู่ตรงหน้า (ตามคำพูดสุดฮิตที่มักบอกว่าคนเราจะเห็นค่าก็ต่อเมื่อสูญเสียมันไปนั่นแหละ)

บางที การที่เราพิจารณาให้ออกว่าอะไรคือ “เพียงพอ” สำหรับเรา ไม่ต้องเผื่อเหลือ เผื่อขาด หรือเกินจำเป็นสำหรับเรา มันก็อาจจะทำให้ชีวิตรักหรือความสัมพันธ์ต่างๆ ราบรื่นและไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราไปคิดจุกจิก คิดเล็กคิดน้อยว่าทำไมไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แฟนมีรถก็ไม่พอใจถ้าแฟนไม่มารับ แฟนมากินข้าวก็ไม่พอใจว่าทำไมไม่กินร้านดีๆ แฟนพาไปโน่นก็ไม่พอใจว่าทำไมไม่พาไปนี่ ฯลฯ คิดแบบนี้ก็มีแต่จะทำให้มองแต่ข้อด้อย จุดตำหนิ และก็ไม่เคยพอสักทีนั่นแหละครับ

อ่อ อ่านมาถึงตรงนี้ ผมคงไม่ต้องบอกแล้วนะครับว่า ทุกวันนี้ ผม “พอ” แล้วครับ ^^