สิ่งที่ผมมักจะพูดปิดบ่อย ๆ ในคลาส Marketing ที่ dots academy คือการหวังว่าผู้เรียนจะมองปัญหาด้านการตลาดตรงหน้าของเราให้เป็น Complex Problem และอย่าคิดว่าทุกอย่างจะง่ายเป็นสูตรสำเร็จแบบที่ผ่าน ๆ มา

เอาจริง ๆ ต้องบอกว่าในชีวิตของผมนั้น การทำงานการตลาดที่เคยประสบมามักจะถูกปรับให้กลายเป็นวิธีการที่ง่ายและรวดเร็วอยู่บ่อย ๆ เช่นการจัดประเภทของแคมเปญตามขนาด การวางงบประมาณสื่อตามลักษณะ “Pattern” นั่นก็เพื่อให้ทีมการตลาดสามารถดำเนินการได้เร็ว ทำได้แทบจะทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาบรีฟอะไรกันมากนัก

สิ่งเหล่านี้ก็น่าจะไม่ต่างอะไรจากการทำการตลาดดิจิทัลที่มักมากับสูตรมาตรฐานคือ เปิดเพจ ทำคอนเทนต์ ยิงแอด ที่บอกว่าเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำเพื่อประสบความสำเร็จในการขายของออนไลน์กัน

และถ้าอยากให้สำเร็จมากขึ้น ก็ไปทำสามสิ่งนี้ให้ดีกว่าเดิม เช่นเปิดช่องทางให้มากขึ้น ทำคอนเทนต์ให้ดังกว่าเดิม ยิงแอดให้แม่นยำกว่าเดิม

สิ่งที่น่าคิดคือการตลาดดิจิทัลมีแค่นั้นจริงหรือ? หรือว่าที่ทำแบบนี้เพราะกลไกการตลาดสามอย่างนี้ทำงานได้ง่าย สอนกันได้ง่าย และคิดกันได้ง่าย เมื่อเทียบกับการแก้ปัญหาการตลาอื่น ๆ ที่ซับซ้อนกว่านั้น

ถ้าหากเราฝึกมองโลกการตลาดแบบ Complex Problem จริง ๆ แล้วด้วยการตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าการจะขายของออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จต้องมีอะไรบ้าง? มีปัจจัยอะไรบ้าง? เราก็จะพบว่าคำตอบมีอะไรมากกว่าเปิดเพจ ยิงแอด ทำคอนเทนต์ เพราะมันมีเรื่องของสินค้า บริการ ค้นทุน คู่แข่ง ช่องทางการจัดจำหน่าย การทำราคา การสื่อสาร การบริการ และที่สำคัญคือตัวลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับตัวแปรมากมายที่เกี่ยวโยงกับการตลาดกัน

แน่อนนว่าสูตรสำเร็จที่มักใช้กันนั้นเป็นสูตรที่คิดและสามารถใช้ได้กับหลายสถานการณ์ที่ตัวแปรเหล่านี้ “คงที่” หรือ “ลงตัว” กับสูตรนั้น ๆ แต่ในความจริงแล้วยังมีธุรกิจอีกมากมายที่ต้องแปรผันตามตัวแปรเหล่านี้ และการแก้ปัญหาธุรกิจเลยไม่สามารถจบลงได้แค่เรื่องการทำเพจ ยิงแอด และทำคอนเทนต์

ผมมักชวนผู้ประกอบการที่มาปรึกษาผมเรื่องยิงแอดและทำคอนเทนต์อยู่บ่อย ๆ ว่าเขามองออกหรือไม่ว่าธุรกิจของเขากำลังวิ่งอยู่บนเงื่อนไขอะไร การตลาดที่เขาบอกว่าพร้อมแล้วนั้นมีความพร้อมจริงหรือไม่ หรือเรากำลังมอแค่ Execution บางอย่างเพียงเท่านั้นแค่เพราะมันเป็นสิ่งที่เห็นกันง่าย ทำกันง่าย

เพราะถ้าหากเราจะมองโลกการตลาดให้เป็น Simple Problem และแก้กันด้วยสูตรสำเร็จแล้ว มันก็คงยากมากที่ธุรกิจจะไปต่อได้เรื่อย ๆ เพราะความจริงของธุรกิจปัจจุบันเป็น Complex Problem อย่างที่พูด ๆ กันและถ้าผู้ประกอบการ ผู้บริหาร คนทำงานยังมองสิ่งเหล่านี้ไม่ขาด ไม่ใช้เวลาในการแก้ปัญหาแล้วล่ะก็ วิธีการที่ใช้แก้ก็จะกลายเป็นเกาไม่ถูกที่คัน แก้ได้ไม่ตรงจุด หรือเผลอ ๆ จะแก้อะไรไม่ได้ในไม่ช้านั่นเองล่ะครับ