จำกันได้ไหมครับว่าเราพบตัวเราและสิ่งที่เรารักเมื่อไร?

ของผมคือเมื่อ 14 ปีที่แล้วครับ

ย้อนไปเดือนธันวาคม ปี 2541 หรือเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมกับเพื่อนๆ หลายคนกำลังขะมักเขม้นทำละครเวทีอยู่ ฟังๆ ดูก็น่าจะเป็นเรื่องตลกที่นักเรียนสายวิทย์ ห้องสพพ. ซึ่งเป็นห้องคิงของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล มาทำละครเวทีภาษาอังกฤษแทนที่จะเอาเวลาไปนั่งอ่านหนังสือสอบเตรียมเอนท์

Othello – ละครโศกนาฏกรรมของเชคสเปียร์เป็นเรื่องที่พวกเราเลือกจะมาทำละครเรื่องนี้ ผมซึ่งตอนนั้นรับหน้าที่เขียนบทจำได้ว่าดูเวอร์ชั่นหนังที่ Laurence Fishburne เล่นใน HBO แล้วก็เอาเรื่องนี้ไปเสนอกับนรุฒน์ก่อนจะช่วยกันพลักละครเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น

14 ปีที่แล้วพวกเราเต็มไปด้วยพลังของวัยรุ่นที่ยังไม่ตกผลึกความคิดอะไรนัก ถ้าถามผมในวันนี้แล้วมองกลับไปยังเด็กหัวเกรียนคนหนึ่งที่ตะบี้ตะบันอ่านบทละครเชคสเปียร์แล้วมาเขียนใหม่ให้กลายเป็นบทภาษาอังกฤษ ผมอาจจะสะกิดบอกเขาปนหัวเราะว่าเอ็งกล้ามาจากไหนกันเชียว ขนาดคนเรียนละครหลายคนยังไม่กล้าจะทำละครเชคสเปียร์กันเลย

แต่วันนั้นผมไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้น ผมคิดแค่ว่าผมอยากทำละคร ผมอยากเขียนบทละคร และผมก็อดหลับอดนอนอยู่กับมันมากกว่าอย่างอื่น อยู่กับเพื่อนที่นั่งทำฉากกันข้ามวันข้ามคืน ซ้อมละครกันแบบบ้าระห่ำ และก็ด้วยความเป็นเด็กในวัยนั้น ทำให้หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นไปประสาเด็กที่กล้า แรง ติสต์ ฯลฯ จนทุกวันนี้มองย้อนกลับไปก็อดหัวเราะความบ้าๆ บอๆ ที่ตัวเองทำในสมัยนั้นเสียไม่ได้

แต่ Othello ที่พวกเราทำกันขึ้นเพื่อแสดงระหว่างวันที่ 22-26-27 ธันวาคม 2541 นั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตผมมาจนทุกวันนี้ จากนักเรียนห้องวิทย์ที่คิดว่าจะเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ กลายเป็นคนที่มุ่งหวังจะเรียนอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เพราะพบตัวเองว่า “ฉันอยากเขียนบทละคร”

ชีวิตคนเราบางทีก็เจอจุดเปลี่ยนผันแบบไม่รู้ตัวกันอีหรอบนี้แหละครับ สำหรับผม ละคร Othello ในครั้งนั้นคือจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะมันทำให้ผมพบตัวเองว่าผมรักอะไร (ซึ่งก็คือการเขียน) ก่อนจะตัดสินใจหันเหชีวิตตัวเองชนิดพ่อกับแม่ก็อึ้งๆ กันไปเลยทีเดียว แน่นอนว่าในตอนนั้นหลายๆ คนก็มองว่าผมประหลาด (มาก) พอเข้าคณะอักษรแล้วคนถามว่าจะเอกอะไร ผมก็ตอบอย่างแน่วแน่ว่าเอกละคร ผมยังจำได้แม่นว่าตอนแรกพบนั้น ผมเป็นน้องไม่กี่คนที่ตรงดิ่งไปเอกละครโดยไม่สนใจเอกอื่นเลยแม้แต่น้อย

ถ้าถามว่าผมหลงใหลละครเวทีเมื่อไร ก็คงต้องบอกว่า Othello คือจุดเริ่มต้น และนั่นทำให้ครึ่งชีวิตของผมอยู่กับละครเวที กลายเป็นนักวิจารณ์มาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้นแล้ว การเรียนละครเวทีทำให้ผมพบว่าผมโชคดีมากๆ กับการได้เจอครูและเจอคนมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าทุกวันนี้ผมจะทำงานที่อาจจะไม่ได้ตรงกับสายที่เรียนมา (สำหรับงานประจำ) แต่หากไม่ได้ผ่านการทำงานละครมา ผมก็คงไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้เป็นแน่

มาวันนี้ ผมเข้าไปดูละคร “บรุษริษยา” ที่ดัดแปลงจาก Othello ที่ Democrazy Theatre Studio (ละครดีมากๆ ครับ) ซึ่งมันก็ทำให้ผมย้อนกลับไปคิดถึง 14 ปีที่แล้วเสียไม่ได้ หลายๆ ฉากที่ดูทำให้ผมย้อนคิดถึงสมัยก่อนที่นั่งอ่านบทละครเรื่องนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย (แม้ว่าจะไม่เข้าใจเสียส่วนใหญ่ก็ตาม ^^)

มันทำให้ผมนึกถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตและ 14 ปีที่ผ่านมา อะไรจะเกิดขึ้นถ้าวันนั้นผมไม่ได้ทำละครเวที วันนี้ผมจะอยู่ตรงไหนกัน นั่นก็เป็นคำถามที่ผมอดคิดไม่ได้จริงๆ

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรคาดเดาได้ ผมก็บอกไม่ได้ว่าการที่ผมหยิบบทละครเชคสเปียร์เรื่ิองนั้นเป็นพรหมลิขิตที่มากับตัวผมหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือผมมีความสุขกับทางเลือกที่ผมเดินมาจนถึงทุกวันนี้ และมันก็สอนผมเสมอว่าชีวิตคนเราก็มีอะไรที่เราไม่คาดคิดอยู่เสมอ

และการเดินตามสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราเชื่อมั่น มันก็คือทางที่เราควรจะเดินไป สักวันมันก็จะพาเราไปสู่จุดที่เราจะมองกลับมาแล้วภาคภูมิใจกับมัน

แม้ว่าผมอาจจะขบขันกับสิ่งที่ผมในวันนั้นทำ แต่ถ้าวันนี้ผมพูดกับเขา ผมก็จะบอกเขาว่า…

ขอบคุณนะ ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตของเรามีวันนี้