ทุกวันนี้เรามีคนมากมายที่สามารถส่ง “เสียง” มาถึงตัวเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทที่เห็นหน้าค่าตากันทุกๆ วัน เพื่อนออนไลน์ในอินเตอร์เนต บ้างก็เป็นเพื่อนใน Facebook หรือบ้างก็เป็นใครก็ไม่รู้ที่มาเจอเราบนโลกออนไลน์

ทุกๆ คนล้วนมีโอกาสที่จะเข้ามาพูดคุยกับเราได้ทั้งนั้น

แต่ก็นั่นแหละ การที่มีคนมาพูดคุยกับเรา ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งจะเกิดขึ้นเพราะเจตนาที่ดีเสมอไป หลายๆ ครั้งการเข้ามาคุยอาจจะมาด้วยเจตนาที่ไม่หวังดี หวังจะทำร้ายตัวเราเสียแทนอีกต่างหาก ซึ่งสมัยก่อนเราก็มักจะเจอเรื่องแบบนี้กันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนประเภทหน้าไหว้หลังหลอก หน้าเนื้อใจเสือ ซึ่ง “เสียง” ที่พวกเขาพูดมานั้น อาจจะไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับเราเลย หากแต่จะทำร้ายตัวเราเสียด้วยซ้ำ

ชีวิตผมก็เคยเจอการเข้ามาพูดคุยแบบนี้ไม่ใช่น้อย หลายๆ ทีก็เล่นเอาจุกหรือสะเทือนกันได้เลยทีเดียว (ซึ่งจริงๆ นั่นก็อาจจะเป็นจุดประสงค์ที่คนเหล่านี้ต้องการอยู่แล้วด้วย)

ที่มันเป็นอย่างนั้นก็เพราะเราเอาเสียงเหล่านี้มาคิด มาตีความ มารู้สึกไปกับมัน ทั้งที่จริงๆ แล้ววิธีการแก้ไขง่ายๆ คืออย่าได้สนใจหรือเอาเสียงเหล่านี้มาคิดตามให้ลำบากใจ

ครั้งหนึ่งที่ผมเจอสถานการณ์แย่ๆ จากการได้ยินเสียงเหล่านี้ ผมได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งว่าแท้จริงแล้วคนมากมายที่มาพูดให้เราฟังนั้น จะมีสักกี่คนกันที่เราควรจะฟังจริงๆ มันไม่ใช่ว่าทุกเสียงที่ได้ยินนั้นเราจะต้อง “ฟัง” เสมอไป เราควรตรองดูให้รู้ก่อนว่า “เสียง” เหล่านั้นควรฟังหรือไม่ ถ้าคนที่พูดเองก็ไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือ เป็นคนที่ไม่รู้เรื่อง เป็นคนที่มีอคติ เป็นคนที่หวังทำร้ายเราแล้ว เราก็อย่าได้เอาหูไปฟังเสียงเหล่านั้นให้เสียความรู้สึกเลย

คำแนะนำข้างต้นนั้นน่าจะสอดคล้องกับสิ่งที่หลายๆ ครั้งนักวิจารณ์ (รวมทั้งผมเอง) พูดอยู่บ่อยๆ กล่าวคือเป็นเรื่องธรรมดาที่ศิลปิน (หรือแม้แต่นักวิจารณ์) จะได้รับคำวิจารณ์จากคนต่างๆ ซึ่งเราก็ต้องพิจารณาให้ออกว่าเสียงวิจารณ์ไหนเป็นประโยชน์ เสียงวิจารณ์ไหนเป็นการติเพื่อก่อ หาใช่ติเพื่อทำลาย ฯลฯ และไม่ได้หมายความว่าทุกเสียงวิจารณ์จะถูกต้องเสมอไป เพราะผู้วิจารณ์ก็อาจจะไม่ใช่ผู้รู้ที่แท้จริงก็ได้

ในหลายๆ ครั้งของชีวิตผมก็ได้รับคำวิจารณ์หรือคำ “แนะนำ”​ มากมาย แน่นอนว่ามีทั้งผู้หวังดีและหวังไม่ดีปนๆ กันไป ก็อาจจะเป็นพื้นฐานรวมทั้ง “บุญ” ของแต่ละคนด้วยว่าจะแยกแยะออกหรือไม่ว่าคนที่พูดนั้นเป็น “เทวดา”​หรือเป็น “มาร” ถ้าแยกไม่ออกแล้วไปฟังฝั่งมาร ก็คงจะเป็นกรรมและโชคร้ายของเขาอยู่ไม่น้อย เพราะเราก็คงเห็นคนหลายคนที่มีความสามารถ มีอนาคต แต่ก็ถูกชักชวน สั่งสอน และชี้นำไปทางที่ผิดกันก็เยอะจนสุดท้ายก็รู้สึกเสียดายพรสวรรค์ของพวกเขาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

การ “ฟัง” เป็นสิ่งที่ดี เพราะมันทำให้เราได้รับรู้เสียงสะท้อนหลายๆ อย่างได้ แต่ก็นั่นแหละว่าเราต้องมองให้ออกว่าเสียงสะท้อนนั้นมาจากไหนด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่นถ้าคนดี คนขยันทำงานไปอยู่ท่ามกลางคนไม่ทำงานหรือทำงานไม่เป็นแล้ว พวกเขาก็จะกลายเป็นตัวตลก ตัวแปลกแยกแทนที่จะเป็นคนมีค่าเหมือนในองค์กรที่มีคนดีอยู่

ฉะนั้น เลือกฟังไว้เสียบ้างก็ดี จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ไม่ควรจะเสียเวลาด้วยเลยสักกะนิด

 

เครดิตรูป: http://isucceedbook.com/wp-content/uploads/2011/11/dont-listen.jpg