ก่อนหน้านี้ผมลองตั้งคำถามหลังจากทำงานด้านการตลาดมาหลายปีว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้บางคนกลายเป็นนักการตลาดที่เก่ง ทำไมบางคนถึงสามารถสร้างสรรค์ทำงานดีๆ ออกมาได้ ในขณะที่บางคนทำได้แค่การทำงานให้จบๆ ไป

สิ่งที่ผมพบจากประสบการณ์คือปัจจัยที่ทำให้คนประสบความสำเร็จกับการทำงานนั้นแทบไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาเท่าไร (ว่ากันแบบตรงๆ) ผมเห็นคนที่เรียนจบสูง จบการตลาดจากสถาบันมีชื่อแต่กลับทำงานไม่ได้เรื่อง หรือแม้แต่คนที่ขึ้นชื่อว่ามากประสบการณ์แต่ก็ติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเดิมๆ

และสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมกลับมาถามว่าอะไรคือกุญแจสำคัญที่ทำให้บางคนโดดเด่นหรือสามารถทำงานการตลาดให้มีประสิทธิภาพได้ เพราะเอาจริงๆ ทฤษฏีการตลาดนั้นเราก็เรียนกันมาจากทุกสถาบัน หลักวิธีคิดต่างๆ ก็มีไม่ได้ต่างกัน แล้วทำไมบางคนถึงเวิร์คและไม่เวิร์คล่ะ?

หนึ่งในคำตอบที่ผมมีให้กับตัวเองคือเรื่อง Passion ที่นักการตลาดมีนั่นแหละ ซึ่งผมแบ่งออกเป็น 3 เรื่องใหญ่ๆ ครับ

1. Passion กับอุตสาหกรรมที่ตัวเองอยู่

ผมเคยได้รับการชวนไปทำงานในอุตสาหกรรมหลายๆ อย่างโดยบอกว่า “น่าท้าทาย” แต่ผมก็ปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ได้ไปคุยด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “ผมไม่อิน”

ที่ผมตอบอย่างนั้นเพราะผมเชื่อว่าถ้าคนทำงานยังไม่ได้อิน ไม่ได้รู้สึกครั่นคร้ามกับสินค้าหรืออุตสาหกรรมที่ตัวเองจะไปทำการตลาดแล้ว มันก็แค่การไปกางตำราการตลาดแล้วก็เดินตามทฤษฏีที่วางไว้ แต่ถ้าเราเป็นคนที่คลั่งไคล้ ชื่นชม หรือหลงในอุตสาหกรรมนั้นๆ แล้ว เราก็จะยิ่งลงลึกในการทำความเข้าใจสินค้า สภาพแวดล้อม ปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมอันให้เกิด “ตลาด” ซึ่งไอ้ความดำดิ่งเนี่ยแหละที่ทำให้คนทำงานพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้งานตัวเองออกมาดีและตอบโจทย์ตลาดด้วยความเข้าใจจริงๆ มากกว่าการแค่ทำตามตำราหรือทำให้ครบๆ Job Description

คำถามลองถามตัวเอง

  • คุณอัพเดทตัวเองเรื่อง Industry / Market บ่อยแค่ไหน
  • คุณมีพฤติกรรมในการใช้สินค้า / บริการของอุตสาหกรรมคุณแค่ไหน
  • คุณเป็นผู้ใช้งานแบบ “ทั่วไป” หรือคนที่ “รู้จริง” ในสินค้าและบริการ

2. Passion กับลูกค้าหรือผู้บริโภค

สิ่งที่ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว คือไม่ใช่การเข้าใจอุตสาหกรรมและตลาดเท่านั้น แต่ยังควรจะเข้าใจและอินกับการเป็น “ลูกค้า” ด้วย เรื่องนี้เหมือนกับการที่นักการตลาดหลายคนแทบไม่ต้องพึ่ง Research หรือรอผลสำรวจอะไรในการวางแผนเพราะคนเหล่านี้เรียกว่ามี Sense ของการเป็นลูกค้าอยู่เต็มเปี่ยม เข้าใจความคิดของลูกค้าอย่างมาก และนั่นทำให้พวกเขาสามารถคิดแผนการตลาดที่มัดใจลูกค้าได้อย่างอยู่หมัด (ก็เล่นตัวเองเข้าใจลูกค้าเสียขนาดนั้น)

เรื่องนี้มันก็เหมือนกับการถามกลับไปยังนักการตลาดนั่นแหละว่าวันนี้เราเข้าใจลูกค้าเราดีแค่ไหน เรารู้จักการเป็นผู้ใช้บริการมากแค่ไหน เราเป็น Advance User หรือ Normal User กัน (อย่าลืมว่าการเป็น Advance User ทำให้เรามองเห็นจุดบกพร่องต่างๆ รวมทั้งหลายๆ สิ่งที่สามารถไปชี้นำ Normal User ได้)

คำถามลองถามตัวเอง

  • คุณคุยกับลูกค้าหรือคนใช้บริการมากหรือบ่อยแค่ไหน
  • คุณสังเกตและดูพฤติกรรมลูกค้าคุณบ่อยมากแค่ไหน
  • คุณคิดและมองสินค้าบริการแบบเดียวกับที่ลูกค้าคุณมองอยู่หรือเปล่า
  • คุณรู้สึกเดือดร้อนแบบเดียวกับที่ลูกค้าคุณเดือดร้อนหรือเปล่า

3. Passion กับสิ่งที่ตัวเองทำ

การตลาดมีหลายสิ่งที่ต้องทำ เช่นการทำการสื่อสารการตลาด การทำดิจิทัล การทำอีเวนท์ การวางแผนโปรโมชั่น ฯลฯ คำถามที่เราควรจะต้องคิดกันเยอะๆ คือเรารักและอินกับสิ่งที่เราทำไหม เรารู้สึกร่วมกับงานที่เราทำขนาดไหน หรือว่าทำให้มันครบๆ ไปเพื่อจะได้จบเดือนแล้วก็รับเงินเดือน

ในชีวิตของผมนั้น เวลาผมเจอคนที่มี Passion กับสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ว่าจะเป็นงานสายไหน ครีเอทีฟ ผู้กำกับ ดูแลเว็บไซต์ ฯลฯ คนเหล่านี้จะเรียกว่าทุ่มเทตัวเองกับการพัฒนางานตรงหน้าอย่างถึงที่สุด รวมทั้งการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อจะได้มีขีดความสามารถที่จะทำงานดีๆ ได้ในอนาคต

คำถามลองถามตัวเอง

  • คุณฝึกฝนตัวเองในงานที่ทำมากน้อยแค่ไหน
  • คุณออกไปเรียนรู้เพิ่มเติมมากแค่ไหน
  • คุณว่าตัวคุณเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ในสายงานที่ทำอยู่หรือไม่
  • ถ้าไม่ใช่ คุณอยากเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” หรือเปล่า

 

สำหรับผมแล้ว 3 ข้อข้างต้นเป็นพื้นฐานสำคัญมากๆ ที่จะพลักดันให้เราประสบความสำเร็จในการเป็นนักการตลาด จริงอยู่ว่าคนเรียนการตลาดสามารถไปทำการตลาดให้กับสินค้าอะไรก็ได้ แต่การจะทำได้ดี หรือจะทำแล้วรุ่งนั้นอาจจะต้องใช้ปัจจัยอะไรมากกว่าการแค่รู้ทฤษฏีการตลาด