ระหว่างรอดู The Impossible ที่อยากดูมานาน ผมก็ได้ดูตัวอย่างหนัง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ที่ดูจะเป็นการสร้างหนังโดยดึงสถานการณ์และประสบกาณ์ของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ (ขออภัยถ้าใครไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน) ซึ่งก็จะหลายๆ ช่วงนำเรื่องฮาๆ ในออฟฟิศหรือความจริงอันโหดร้ายแต่เจ็บจี๊ดมาเล่ากัน

ทีนี้มีตอนหนึ่งที่ผมสะดุดกึก เมื่อมีตัวละครหนึ่งพูดว่า “พวกเราเป็นพนักงานออฟฟิศนะครับ ไม่ใช่ทาสของบริษัท” ซึ่งน่าเป็นคำพูดที่หลายๆ คนบ่นบ่อยๆ เวลาเจองานกระหน่ำเข้ามาชนิดไม่ได้หยุดพัก เหนื่อย ท้อ จนบางทีอยากจะพลิกโต๊ะโครมกันไปข้าง

มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกอย่างนั้นหรอกครับ คนเราที่มีความรู้สึก ไม่ใช่หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรก็มีสิทธิ์ที่จะคิดทำนองว่า “อะไรกันนักหนาวะ” “ทำไมแม่งเยอะแบบนี้” “กูไม่เอาแล้วโว้ย” เป็นเรื่องธรรมดา ผมเองก็ยังมีอารมณ์ที่อยากจะโวยวายออกมาเวลาเจองานที่มีปัญหาหรือไม่ได้ดั่งใจอยู่บ่อยๆ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าความคิดแบบนี้จะโผล่กันมาในเวลาเช่นนั้นแหละ

แต่ในความเป็นจริง หลายคนเอาความคิดทำนองนี้มาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองที่จะไม่ต้องทำงานหนักเหมือนกัน ซึ่งก็กลายเป็นว่าเจองานหนักอะไรหน่อย ก็จะไม่รู้สึกอยากจะทำ คิดเอาว่าทำงานให้พอเงินเดือนในแต่ละเดือนก็จบกันไป

ประเด็นเรื่องนี้เป็นอะไรที่น่าคิดอยู่ไม่น้อย เพราะการทำงานที่ดีนั้นควรเป็นอย่างไรกัน ด้วยนิสัยบ้างานของผมทำให้พี่ๆ รวมทั้งครูของผมชอบเตือนบ่อยๆ ว่าอย่ามากเกินไป เพราะทำไปแค่ไหนก็คงไม่มีใครสร้างอนุเสาวรีย์ให้ แต่ในขณะเดียวกันจะหย่อนกันไปจนสนแต่ตัวเองก็คงจะไม่ใช่เช่นกัน ทุกวันนี้ผมเองก็เริ่มเห็นคนจำนวนมากเดินเข้ามาสมัครงานด้วยทัศนคติที่ว่าเขาจะได้เงินเดือนเท่าไร มากกว่าถามว่าเขาทำอะไรให้ได้เท่าไรเพื่อได้เงินเดือนเท่านั้น

มนุษย์เงินเดือน เป็นเหมือนกลุ่มชนชั้นที่มีความหลากหลายพอสมควร มันมีทั้งกลุ่มที่มาพร้อมความสามารถและทัศนคติที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่มองชีวิตอยู่กับเงินในแต่ละเดือนไปวันๆ บ้างก็รอวันที่จะเปลี่ยนคนจ่ายเงินให้ บ้างก็รอจะถูกหวยเพื่อออกจากวิถีชีวิตแบบนี้ ซึ่งความหลากหลายนี้เอง ก็ทำให้เราเจอกับคนที่แปลกแตกต่างกันไป

คำว่าทาสของบริษัท อาจจะเกิดจากคนที่มองว่าตัวเองในช่วงทำงานหนักเกินไป หรือไม่ก็ถูกเอาเปรียบจากบริษัท (หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน) แต่หลายๆ ครั้งของหลายๆ คน ความคิดนี้ก็เกิดขึ้นโดยไม่ได้มองกับปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามา เช่นความด่วนหรือความสำคัญของงานที่เข้ามา

สำหรับผมเอง สิ่งสำคัญที่คงจะต้องบาล๊านซ์กันให้ดี คือเป้าหมายของบริษัท เช่นการปิดดีลของลูกค้าให้ได้ ทำงานที่เสนอไว้กับลูกค้าให้สำเร็จ โดยต้องคานกับความเป็นไปได้และตัวพนักงานบริษัทเองด้วย ซึ่งคงจะดีถ้าบริษัทไหนสามารถหาพนักงานที่มีทัศนคติ “สู้งาน” เข้ามาอยู่เยอะ ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะมองเป้าหมายสูงสุดเป็นที่ตั้ง โดยหลายๆ ครั้งก็จะยอมเสียสละส่วนตัวเพื่อให้เป้าหมายส่วนรวมสำเร็จ แต่ก็มีไม่น้อยที่พนักงานหลายคนก็ทำสวนกัน เพราะเลือกจะเอาสิทธิส่วนตัวมาก่อนจนไม่ยอมเสียสละให้งานใหญ่สำเร็จ

สิ่งสำคัญที่บริษัทหรือทีมต้องสร้างอยู่เสมอๆ คือกำลังใจ (จนไปถึง “แรงศรัทธา”) ที่จะให้ทุกคนพร้อมใจกันลงมือทำ พร้อมใจกันสู้โดยมองข้ามสิ่งที่เป็นหน้าที่ระบุในกระดาษ หรือตัวเลขในสลิปเงินเดือน แต่มองถึงความสำเร็จตรงหน้าที่จะคว้าไปด้วยกัน ถ้าทำได้อย่างนั้นแล้ว การทำงานต่างๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะประสบผลสำเร็จ แต่ถ้าไม่ โอกาสที่คนจะรู้สึกแย่และพร้อมเดินจากงานนั้นก็สูงพอๆ กัน

ก็คงต้องเอาไปคิดกันดีๆ ว่าองค์กรหรือทีมไหนจะสร้างความรู้สึกร่วมกันนี้อย่างไร จะเป็นทีมที่สร้างคนที่จะทุ่มเทให้กับความสำเร็จ ร่วมบากบั่นไปด้วยกัน?  หรือจะเป็นองค์กรที่ส่งคนมานั่งโต๊ะและทำงานไปวันๆ เพื่อรอวันเงินเข้าบัญชี พอมีอะไรนิดอะไรหน่อยก็ลำบาก ก็เดือดร้อน

ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็คงมีทาสกันเต็มบ้านเต็มเมืองกันพอดี ^^”