เรื่องน่าเบื่ออย่างหนึ่งของการทำงานร่วมกับผู้อื่น คือเรามักจะเห็นการขอความช่วยเหลือชนิด “เลยเถิด” หรือ “เกินไป” จากบรรดาผู้ร่วมงานตลอดไปจนลูกค้าอยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะบ้านเมืองไทยมีวัฒนธรรมของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือหลายคนมักเอาคำว่า “น้ำใจ” มาเป็นข้ออ้างในการขอให้คนช่วยเหลือตัวเอง

และที่ตลกคือหลายๆ ทีที่ไม่ได้ช่วยเหลือเนื่องจากติดขัด หรือไม่อยู่ในสถานะที่ช่วยเหลือได้ ก็จะมีการจิกกัดทำนองว่า “แล้งน้ำใจ” หรือหนักๆ เข้าก็เป็นทำนองว่า “แค่นี้ช่วยไม่ได้ วันหลังจะไม่ใช้บริการกันล่ะ”

กรณีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นนานๆ ทีหรอกนะครับ ผมเชื่อว่าในบรรดาบริษัทต่างๆ มักมีเรื่องแบบนี้อยู่เสมอ แถมบรรดาลูกค้าหลายคนก็มักใช้ข้ออ้างนี้พยายามขอ “ของแถม” และขู่ทำนองว่าถ้าไม่ให้ วันหลังก็จะเปลี่ยนเจ้ากันล่ะ

การช่วยเหลือเกื้อกูลเนี่ย ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีหรอกนะครับ โดยพื้นฐานผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดีเพราะทำให้เรามองข้ามเรื่องของงานและกรอบหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งมองยังไงก็เป็นเรื่องที่ดีมากอยู่แล้ว แต่การจะบอกว่าทำแล้วดี ส่วนไม่ทำแปลว่าไม่ดีนั้น ผมว่ามันก็ไม่ใช่เช่นกัน เพราะการช่วยเหลือจำนวนมากนั้นไม่ใช่ “หน้าที่” แต่เป็นการทำโดย “สมัครใจ” เสียมากกว่า

พอเราพูดถึงคำว่า “สมัครใจ” แล้ว มันเลยเป็นเรื่องสำคัญที่เรา ไม่ว่าจะในฐานะคนไปขอความช่วยเหลือ หรือคนจะไปช่วยเหลือคนอื่นจำเป็นต้องมองใจของอีกฝ่ายด้วย ไม่ใช่คิดเสียว่าไปขอแล้วยังไงก็ได้ ความเกรงใจและเห็นใจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องตั้งเอาไว้ในใจเสียก่อนจะเดินเข้าไปหา

ความเข้าใจผิดบ่อยๆ คือการทึกทักเอาว่าการขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายนั้นเป็นสิ่งที่ขอแล้วต้องได้ อีกฝ่ายต้องตอบรับ ซึ่งมันก็คงเป็นการตั้งต้นที่ผิดทันที เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้น มันจำเป็นมากที่เราต้องดูภาวะของอีกฝ่ายว่าพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือไหม เขาสามารถช่วยเหลือเราได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญคือเราคาดหวังความช่วยเหลือจากเขาแค่ไหน ไม่อย่างนั้นเราก็จะมักเจอว่าไปขอแล้วเขาทำให้ไม่ดี ก็ไปว่าเขาอีกเป็นต้น (ซึ่งมันใช่หรือ?)

นอกจากเรื่องการขอความช่วยเหลือแล้ว เรื่องการทำงานในปรกติก็ยังต้องอาศัยความเกรงใจและเห็นใจด้วยเช่นกัน และเอาจริงๆ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนกว่าการขอความช่วยเหลือเสียอีก

หลายคนอาจจะพอรู้แล้วว่าผมกำลังจะเข้าประตูวิวาห์ในเร็ววันนี้ นั่นทำให้ผมค่อนข้างยุ่งมากกับงานเป็นพิเศษ และทำให้หลายๆ งานที่ประดังเข้ามาต้องล่าช้าเนื่องจากผมไม่สะดวกเคลียร์งานได้เร็วเท่าเดิม มีลูกค้าคนหนึ่งส่งเมล์มาหาผมบอกว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่ต้องรีบก็ได้ เพราะเขารู้ว่าผมกำลังเตรียมตัวแต่งงาน เขาขอเลื่อนให้งานไปส่งหลังงานแต่งงานเสร็จได้ (โดยที่ผมไม่ได้ร้องขอจากเขา)

นำ้ใจเล็กๆ น้อยๆ นี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่าลูกค้าคนนี้คือคนที่ผมจะอยากทำงานด้วยและจะทุ่มเทใจในการทำงานที่จะส่งเขาในภายหลัง

แต่ในทางกลับกัน ก็มีลูกค้าอีกรายที่รู้ว่าผมมีงานแต่งงาน แต่ก็จะพยายามขอนัดประชุมให้ได้ในไม่กี่วันก่อนงานแต่งทั้งที่ผมได้พยายามขอให้เลื่อนไปก่อน

ก็คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผมจะรู้สึกกับลูกค้านี้อย่างไร

จริงอยู่ครับว่าในฐานะมืออาชีพ ผมก็คงทำงานตาม “เนื้องาน” ทั้งสองเจ้านี้อย่างเต็มที่ แต่ความรู้สึกคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันจะทำให้ผม “อิน” และพยายามช่วยเหลือใครมากเป็นพิเศษนอกเหนือจากเนื้องาน

ฉะนั้น ก่อนจะคุยอะไรกับใคร มองเขาเสียสักนิด อย่ามองเขาแค่จะเอาประโยชน์หรือคิดแต่จะให้เขาช่วยเราทำงานอะไร ลองถามตัวเองว่าเขาพร้อมไหมที่จะมาทำให้เรา หรือเขากำลังเจออะไรอยู่บ้าง

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละครับ ที่จะทำให้คุณได้รับ “น้ำใจ” กลับมา