หลายๆ ครั้งที่เราทำงานก็มักจะพบกับความเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย เซ็ง หรือความรู้สึกลบอีกมากมายที่ก่อกวนใจให้คิดประมาณว่า “ทำไปทำไม (วะ)” ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นจากอุปสรรคหรือปัญหาจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ปัญหาจากลูกค้า หรือแม้แต่ปัญหากับตัวเองที่บางครั้งเราทำงานไม่ได้อย่างที่เราตั้งใจเอาไว้ และเมื่อไรก็ตามที่ความรู้สึกด้านลบเหล่านี้เกิดขึ้น มันก็ย่อมง่ายที่จะดึงให้เราล้มเลิกความตั้งใจ หรือถอดใจที่จะทำงานต่อ แถมถ้าเกิดขึ้นมากๆ เข้าก็อาจจะถึงขั้นถอนตัวจากโปรเจคที่ทำ หรือบางคนก็ลาออกไปเลยก็มี

ตลอดประสบการณ์การทำงานของผมนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นพระอิฐพระปูน ไม่รู้สึกอะไรหรอกนะครับ ผมก็ตกอยู่ในสถานการณ์หรือภาวะลบๆ ดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง และสิ่งที่เรามักพูดกันบ่อยๆ คือการให้กำลังใจตัวเองหรือสร้างแรงพลักบางอย่างเพื่อให้เราก้าวต่อไป แต่จุดนี้แหละที่ทำให้หลายๆ คนเปลี่ยนเส้นทางกันไปเฉยๆ ส่วนหนึ่งเพราะคนเหล่านั้นมองหาแรงจูงใจที่มีคุณค่าหรือมีความหมายให้กับตัวเองไม่เจอ เลยใช้เงินหรือผลตอบแทนเป็นแรงจูงใจเสีย ประมาณว่า “ทนๆ ไปเหอะ จะได้เงินเยอะๆ” หรือไม่ก็ “อดทนหน่อย จะได้มีเงินไปช้อปปิ้ง” ซึ่งพอคิดแบบนี้ก็เลยเป็นการตั้งแง่ว่าการทำงานทุกอย่างนั้นมีจุดประสงค์หลักคือการได้เงินตอบแทน

ไม่ใช่ผมจะมาอุดมคติประเภททำงานไม่ต้องแลกเงินหรอกนะครับ รายได้และค่าตอบแทนก็ยังเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องการอยู่ เพียงแต่จากประสบการณ์ของผมแล้ว การตั้งแง่ด้วยเงินจะกลายเป็นจุดที่เผลอๆ ทำให้คุณถอนตัวได้ง่ายกว่าเดิมเสียอีก ส่วนหนึ่งเพราะถ้าคุณคิดเอาแต่ว่าทำงานไปเพื่อจะได้เงิน มันก็เลยกลายเป็นว่าถ้ามีเงินมากกว่า หรือเงินเท่ากันแต่สบายกว่า คุณก็พร้อมจะเปลี่ยนเส้นทางไปอีกทางได้ทันที (และนั่นกลายเป็นวิธีคิดของคนจำนวนมากที่โบกมือลาที่ทำงานอย่างรวดเร็วเมื่อได้ Offer จากที่ใหม่)

ที่ผมหยิบประเด็นนี้มาเล่าเพราะอยากให้ลองคิดดูดีๆ ว่าสิ่งที่เราทนเหนื่อยและสู้กับงานไปนั้นมีความหมายอย่างไรกับชีวิตเรา และความหมายดังกล่าวควรจะเป็นอะไรมากกว่าเรื่องของเงิน ซึ่งถ้าคุณหาเจอ คุณจะสามารถใช้มันเป็นที่ยึดเหนี่ยวใจได้อย่างดีมากและทำให้คุณสามารถหายเหนื่อยพร้อมกับตอบตัวเองได้อย่างเต็มปากว่าที่เหนื่อยอยู่นี้เพราะอะไร

ส่วนตัวเองผมเอง หลายงานผมมองเห็นอนาคตของผมที่จะต่อยอดไปจากสิ่งที่กำลังทำ บางอย่างผมเห็นถึงประสบการณ์และทักษะที่จะเพิ่มมากขึ้นหากฝึกทำงานชิ้นนั้นต่อไปเรื่อย หลายๆ ครั้งผมมองเห็นเพื่อนร่วมงานที่ทำงานร่วมกันมา เช่นเดียวกับอีกหลายโปรเจคที่ผมมองเห็น “คนที่อยู่ข้างหลัง” ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ได้พยายามเพื่อคนๆ เดียว แต่มีคนอีกหลายคนที่กำลังร่วมพยายามไปกับเรา

พอคิดเช่นนี้แล้ว ไอ้ความเหนื่อย ความเซ็ง ที่เกิดขึ้นมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้เรากลับมาคิดบวกได้อีกครั้ง

ลองตอบตัวเองกันดูนะครับ ว่าคุณมีแรงจูงใจอันนั้นหรือยัง ถ้ายังไม่มี รีบค้นหาดู เพื่อที่มันจะช่วยให้คุณอธิบายตัวเองได้ในทุกนาทีว่า “คุณเหนื่อยไปเพื่ออะไร”