ฟังหัวข้อบล็อกวันนี้อาจจะดูแปลกๆ อยู่เสียหน่อย แต่ช่วงหลังๆ มานั้นผมมักพูดคุยกับเพื่อนที่เป็นผู้บริหารหรือไม่ก็เป็นผู้จัดการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน สิ่งที่เรามักพบกับพนักงานยุคหลังๆ อยู่บ่อยครั้งคือการบ่นตัดพ้อและไม่สู้งานเมื่อต้องพบกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่งานเดิมที่ถูกมองไปว่าน่าเบื่อ เยอะ ไม่สนุก ฯลฯ

จะว่าไปแล้ว มันก็คงไม่ใช่เรื่องผิดปรกติอะไรถ้าเรามองในแง่วุฒิภาวะของพนักงานที่อายุงานยังน้อย ประสบการณ์ยังไม่เยอะ หรือยังไม่ได้พบเจอโลกภายนอกนัก แต่ที่น่าแปลกคือพนักงานที่อายุมากหลายคนก็ยังคิดแบบนี้อยู่ และเรามักจะเห็นว่าคนเหล่านี้คือคนที่มักจะไม่ได้ก้าวหน้า หรือประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานสักเท่าไร

ผมนั่งคุยเรื่องนี้กับเพื่อนแล้วตั้งข้อสังเกตว่าบางทีความ “รักสบาย” ที่อยู่ในนิสัยทั่วไปของคนนี่แหละที่ฉุดให้หลายๆ คนไม่ได้ก้าวหน้าอย่างที่เป็น หรือหมดโอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเองเพื่ออนาคตข้างหน้า ที่กล่าวเช่นนี้เพราะสุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็มักจะไม่ได้รับโอกาสในการทำงานใหม่ๆ รับงานที่ท้าทาย หรืองานที่มีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง หากแต่จะได้ทำงานทั่วๆ ไป ที่ใครๆ ก็ทำได้ เป็นพนักงานประเภทที่อยู่ในระบบและรอให้อายุงานผ่านไปเรื่อยๆ

ความรักสบายเป็นเหมือนสัญชาติญาณที่มักมาเมื่อเราพบกับอุปสรรคหรือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกทุกข์ เช่นเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ท้อ เซ็ง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวบั่นทอนความสุข “ณ ขณะนั้น” ของเราจนทำให้รู้สึกว่าที่ทำอยู่นั้นไม่เวิร์ค และกลายเป็นแรงพลักให้คนจำนวนมากถอยจากงาน บ้างก็เปลี่ยนงานไปเลยก็มี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเสียดายคือความรักสบายนี้เองที่ทำให้หลายๆ คนไม่ได้มองเห็นถึงโอกาสและอนาคตข้างหน้า ตลอดไปจนการคิดถึงความเหมาะสม และประโยชน์ที่ตัวเองได้รับจากการทำงาน

กับตัวผมเอง ใช่ว่าผมจะไม่เคยคิดในลักษณะรักสบายหรอกครับ สมัยผมเรียนจบใหม่ๆ นั้นก็มีบ้างที่เราอยากจะสนุก อยากได้เงินเดือนเยอะๆ อยากทำงานน้อยๆ แต่ก็คงเป็นโชคดีของผมด้วยที่ได้ครูมาเตือนสติว่าถ้าผมรักจะสบายวันนั้น ผมก็คงจะยากที่จะมีโอกาสก้าวหน้า หรือเก่งขึ้นเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต และนั่นก็ทำให้ผมหันมาอดทนกับงานที่ไม่ว่าจะหนักจะเบาและต้องเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เพราะนั่นทำให้ผมได้เรียนรู้และขัดเกลาตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ

พอเป็นเช่นนั้นแล้ว อาการรักสบายของผมจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการ “ไม่รักสบาย” ไปเสีย ประเภทที่ว่ามองหาความท้าทายกับงานอยู่เสมอ ไม่ยอมหยุดนิ่งในการทำงาน ประเภทว่าทำงานชิ้นนี้เสร็จแล้ว เราก็มองหาว่าจะมีอะไรที่ให้เราทำได้อีก ต่อให้เป็นงานเดิม ทำอย่างไรที่จะได้ประโยชน์มากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระบวนการคิดแบบไม่หยุดนิ่งนี่เองที่เป็นการกระตุ้นให้ผมรักที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ คิดอะไรเพิ่มได้เรื่อยๆ แม้ว่างานเก่าจะสำเร็จหรือได้รับคำชมไปแล้วก็ตาม

ผมนึกถึงคำสอนตอนเรียนละครบ่อยๆ ว่าละครเวทีสามารถแก้ไขและปรับกันได้จนวันสุดท้ายของการเล่น เพราะยิ่งทำไปเรื่อยๆ เราก็จะยิ่งเห็นอะไรมากขึ้น คิดอะไรได้มากขึ้น ไม่ได้พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ และผมว่านั่นก็เหมือนกับการทำงานเช่นกัน

และพอเป็นเช่นนี้ เราจึงมักเห็นว่าคนประเภทที่ประสบความสำเร็จนั้นก็มักจะมาพร้อมกับอุปนิสัย “ไม่รักสบาย” นี่แหละครับ เพราะพวกเขาไม่บ่นให้กับความเหนื่อย (ยกเว้นจะเหนื่อยใจซึ่งนั่นเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว ^^”) แต่จะหันหน้าหาวิธีที่ให้งานดีขึ้น และเรียนรู้ที่จะเก่งขึ้นจากงานที่อยู่ตรงหน้า

ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาเก่ง มีประสบการณ์ และช่ำชองมากกว่าคนทั่วๆ ไปอย่างไรละครับ