ข้ออ้างบ่อยๆ ที่ผมมักได้ยินเสมอกับคนที่บอกว่าเต็มไปด้วยความอยากโน่นอยากนี่ แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรสักทีคือ “ไม่มีเวลา” จนสุดท้ายไอเดียที่เชื่อกันว่าดีนักดีหนาเลยไม่ได้ทำสักที นานๆ ไปก็กลายเป็นว่าอยู่กับที่ ไม่ไปไหน ใช้ชีวิตแบบ routine ไปเรื่อยๆ

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมักบอกตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นด้วยกิจกรรมต่างๆ

“ชั้นจะอ่านหนังสือให้ได้มากกว่านี้”

“ชั้นอยากเรียนภาษาที่สาม”

“ชั้นอยากออกกำลังกาย”

“ชั้นต้องการ บลา บลา บลา”

แน่นอนว่าแทบทุกคนเห็นความฝันและปลายทางที่อยากจะเป็นอยากจะไปกัน แต่เอาเข้าจริงๆ น้อยคนที่จะไปถึงตรงนั้นโดยเฉพาะกับเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ดูจะใช้ชีวิตในแต่ละวันไปตามระบบงานที่วนไปวนมา และด้วยการที่มันวนไปวนมานี่แหละ หลายๆ คนก็เลยรู้สึกว่ามันไม่มีเวลาตรงไหนที่จะเพียงพอให้ไปทำ “สิ่งใหม่” ได้ เพราะแค่จัดการกับงานและกิจกรรมเดิมๆ ในแต่ละวันก็หมดเวลาแล้ว

แต่จริงๆ มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ

มันมีเวลาเพียงพอสำหรับเราในการจะทำอะไรที่เราต้องการ เพียงแต่คุณตั้งใจที่จะอยากทำมันจริงแค่ไหน คุณรักและอยากให้มันเกิดขึ้นมากแค่ไหน ลองคิดดูสิว่าตอนที่คุณจีบคนรักของคุณ (ในกรณีคุณเป็นผู้ชาย) ต่อให้คุณยุ่งแค่ไหน วุ่นแค่ไหน คุณก็จะหาเวลาไปให้กับเธอคนนั้นให้ได้ ถ้ามองกันจริงๆ แล้วเราจะเห็นว่าถ้าเราให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุดๆ แล้ว เราก็จะหาเวลาให้กับมันได้เอง

ฉะนั้นมันไม่ใช่ว่าคุณไม่มีเวลา แต่มันอาจจะยังไม่สำคัญมากพอที่คุณจะปันเวลามาให้มันต่างหาก

ลองคิดกันดีๆ นะครับว่าสิ่งที่คุณอยากทำ อยากเปลี่ยนแปลง หรืออยากได้นั้นมีค่ากับคุณแค่ไหน แล้วลองเทียบกลับไปว่าสิ่งที่คุณทำในทุกๆ วันนี้มีอะไรที่สำคัญน้อยไปกว่ามันหรือเปล่า บางทีคุณอาจจะเลือกลดเวลาดูทีวี ดูละครแล้วให้เวลากับการอ่านหนังสือ แทนที่จะใช้เวลาคุยโทรศัพท์นับชั่วโมงก็เปลี่ยนเวลามาเป็นการออกกำลังกาย แทนที่จะเข้านอนเร็ว ก็นอนช้าขึ้นสัก 1 ชั่วโมง (ผมไม่ได้บอกว่าต้องโต้รุ่งนะครับ ^^”)  ฯลฯ

สุดท้ายอยากฝากคำพูดของ Brian Tracey ที่กล่าวไว้ใน Eat That Frog ว่า

“ก็จริงที่มันอาจจะไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับทำทุกอย่าง

แต่มันมีเวลาเพียงพอแน่ๆ สำหรับทำสิ่งที่สำคัญ”