ตอนที่ผมอ่านหนังสือ The One Thing ซึ่งเล่าถึงแนวคิดการโฟกัสเพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้น มีตอนหนึ่งที่ผู้เขียนอธิบายเรื่องโกหกที่เรามักถูกสอนให้เชื่อตามๆ กันมาในโลกธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Work-Life Balance !!

ฟังแล้วอาจจะแปลกๆ อยู่เสียหน่อย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วผมก็คิดคล้ายๆ กับผู้เขียนนั่นแหละครับ คือ Work-Life Balance ไม่ได้เป็นสูตรที่ทำให้เราประสบความสำเร็จอะไร แต่ในทางตรงกันข้ามคือมันกลายเป็นวิธีคิดที่อาจจะถ่วงให้เราไม่ประสบความสำเร็จเสียอีกต่างหาก จนหลังๆ ผมมักพูดอยู่บ่อยๆ ว่าถ้าเราคิดแต่ Work-Life Balance นั้นจะทำให้เรามีโอกาสเป็นแค่ “คนธรรมดา” มากกว่าจะเป็น “คนที่ประสบความสำเร็จ”

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าผมฮาร์ดคอร์หรืออย่างไร อันที่จริงคำว่า Work-Life Balance นั้นก็ไม่ได้แย่อะไรมากหรอกครับ หากแต่ปัญหาคือการนำคำๆ นี้ไปตีความและสื่อกันแบบผิดๆ ประมาณว่า Work-Life Balance คือการ “แบ่งเวลา” ให้ระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวแบบเท่าๆ กัน ซึ่งนั่นคือมุมมองที่เรามอง “งาน” และ “ส่วนตัว” แยกขาดออกจากกันแบบเด็ดขาด และทำให้หลายๆ คนมักคิดว่าทำงานให้ครบเวลางาน จากนั้นก็ไปใช้เวลาส่วนตัวแทน ครั้นพอต้องเอางานมาทำในเวลาส่วนตัว เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตมันไม่ Work-Life Balance เสียเลย

การตั้งคำว่าบาล๊านซ์ด้วยการดูจาก “เวลา” น่าจะเป็นอะไรที่จับต้องง่ายแต่ก็ทำให้เรามองข้ามหลายๆ อย่างไปเหมือนกัน ตัวเองผมเองนั้นหลายๆ คนก็มักถามว่าไม่เหนื่อยเหรอที่ทำงานอยู่แทบตลอดเวลา ผมก็มักตอบไปว่าไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไรเพราะผม “รู้สึกสนุก” กับการทำงานอยู่บ่อยๆ

ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหละฮะ หลายๆ คนพยายามบอกว่าเราควรพักงานเพื่อพักผ่อน “หาความสุข” หรือ “คลายเครียด” เสียบ้าง นั่นเพราะเราไปตั้งว่าการทำงานนั้นคือการใช้สมองอย่างเคร่งเครียด และเป็นกิจกรรมที่ไม่ค่อยจะมีความสุขเสียเท่าไร (เมื่อเทียบกับการนอนดูหนัง อ่านหนังสือ หรือไปเดินช้อปปิ้ง) แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่คุณอาจจะแก้ปัญหาได้ง่ายๆ คือการมองหาความสุข เปลี่ยนการทำงานให้เป็นความรู้สึกสนุก ท้าทาย และเพลิดเพลินเหมือนกำลังเล่นเกมอยู่ก็ได้ ซึ่งพอเป็นเช่นนี้แล้ว คุณก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องใช้เวลาในการ “พัก” มากประเภท 50-50% แต่อย่างใด

ในขณะเดียวกัน การรีเฟรชตัวเองนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้เวลาให้เท่ากับที่ทำงานไป ส่วนตัวผมแล้วนั้น การรีเฟรชคือการทำให้ตัวเองอยู่สภาพที่ “พร้อม” จะทำงานต่อ นั่นคือสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ ซึ่งถ้าคุณรู้วิธีการควบคุมและดูแลตัวเองแล้ว คุณอาจจะไม่ได้จำเป็นต้องใช้เวลาเยอะมากสำหรับฟื้นฟูตัวเองแต่อย่างใด (ตัวผมเองนั้นมักจะใช้เวลานอนพักวันละตามมาตรฐานคือ 6-8 ชั่วโมง แล้วก็มีเวลาว่างบ้างที่อ่านหนังสือหรือไปดูหนัง)

ประเด็นอีกอย่างที่ผมมักไม่ค่อยสนใจเรื่อง Work-Life Balance นักเพราะผมให้ความสนใจไปยัง “เป้าหมาย” เป็นสำคัญก่อน ซึ่งหลายๆ ครั้งคุณควรรู้วิธีที่จะลดข้อจำกัดตัวเองและไปให้สุดขีดจำกัดของตัวเอง ทั้งนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันบ่อยๆ ว่าคนประเภทที่ประสบความสำเร็จนั้นมักไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนทั่วๆ ไป ซึ่งหลายๆ ครั้งพวกเขานั้นจะทำอะไรที่ “สุดตัว” มากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะพวกเขาใช้โอกาสต่างๆ อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคอยยั้งเพียงเพราะต้องกังวลเรื่อง Work-Life Balance กันเสียเท่าไร (เอาประเภททำงานสุดๆ ไปเลย แล้วค่อยพักทีเดียวให้หายเหนื่อย)

พูดมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะพอเห็นภาพแล้วว่าที่ผมให้เลิกคิดเรื่อง Work-Life Balance นั้นไม่ใช่ว่าไม่มีเลยเสียทีเดียว เพียงแต่คุณต้องหาสูตรการรักษาสมดุลชีวิตของคุณให้เจอและให้สูตรนั้นเกื้อหนุนตัวคุณ ไม่ใช่ถ่วงดุลให้คุณไม่ได้ก้าวไปไหน คุณต้องรู้ว่าชีวิตของคุณมีโอกาสหลายๆ อย่างที่ไม่ได้มากันง่ายๆ บางอย่างไม่ได้จะเกิดขึ้นเพราะคุณใช้ชีวิตแบบ “ปรกติ” แต่หากต้องอาศัยความพยายามหรือทุ่มเทมากเป็นพิเศษ ความสำเร็จในหน้าที่การงานหลายๆ อย่างไม่ได้เกิดขึ้นหากยังใช้วิธีการคิดประเภททำงานตามเวลาในออฟฟิศแล้วกลับบ้าน เราเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนว่าพวกเขา “ลุ่มหลง” และ “จดจ่อ” กับสิ่งที่ตัวเองทำจนไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะต้องได้พักไปดูหนังเมื่อไร

ก็ลองเอาไปคิดๆ ดูกันสนุกๆ นะครับ ^^

ภาพจาก: http://philipbloom.net/