เป็นเรื่องปรกติที่เวลาเราทำงานมักจะเจออุปสรรคล้านแปดอยู่ตลอดเวลา ไหนจะปัญหามากมายจากงานตรงหน้าที่ดูน่าเหนื่อยหน่าย ไหนจะแรงกดดันจากเจ้านาย ลูกค้า ฯลฯ จนหลายๆ ทีมันทำให้เรารู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วน ท้อถอย และความรู้สึกด้านลบอีกมากมาย

เราคงต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่ามนุษย์เรารักสบายโดยสันดานเป็นเรื่องปรกติ มันไม่แปลกเลยที่เรามักจะเลือกอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเองหรือไม่ก็อยู่ในวัฏจักรที่เรารู้สึกว่ามันปลอดภัย ไม่วุ่นวาย การทำงานที่ดูไม่มีปัญหาก็เป็นอะไรที่น่าภิรมย์ น่าทำงาน ฉะนั้นพอมีอะไรที่มากระทบ มาสะกิดให้เราออกจาก Comfort Zone หรือทำให้อะไรมันต่างไปจากวันเดิมๆ ของเรา เราก็ย่อมรู้สึกหงุดหงิดและพร้อมจะกลายเป็นความรู้สึกลบเป็นธรรมดา ยิ่งถ้าเราต้องออกจาก Comfort Zone มากเท่าไร เราก็จะยิ่งรู้สึกกลัวและกดดันมากขึ้นเท่านั้น

ลองนึกดูว่าถ้ามีงานสบายๆ อยู่ตรงหน้าคุณ แม้ว่าอาจจะเยอะมาก คุณก็คงไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวร้ายอะไรสักเท่าไร แต่ถ้าเป็นงานที่หิน ยาก หรือเกินคาดแม้จะเพียงชิ้นเดียว คุณก็จะรู้สึกกลัว ขยาด หรืออยากจะเบือนหน้าเสีย

ความรู้สึกที่กลัวจนนำไปสู่การคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” นี่แหละที่ทำให้หลายๆ คนเสียโอกาสที่จะเติบโตหรือพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ถ้าพูดในแง่มนุษย์เงินเดือนด้วยแล้ว นั่นอาจจะรวมไปถึงการเสียโอกาสสร้างผลงานหรือแสดงความสามารถของตัวเอง แถมดีไม่ดีแล้ว ความรู้สึกลบเหล่านี้จะยิ่งฉุดให้ศักยภาพของเราดิ่งลงในหลายๆ กรณีด้วย

ที่อาจจะแย่ลงไปอีกคือการคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกท้อถอยนั้น จะเป็นตัวดูดพลังชีวิตและพลังใจของเราอย่างรวดเร็วชนิดที่เล่นเอาล้มหมอนนอนเสื่อกันได้เลยทีเดียว

ผมมักพูดเสมอว่าสิ่งสำคัญในการทำงานคือการสร้างทัศนคติหรือที่มักพูดกันว่า Mindset ให้กับตัวเอง แม้บางทีอาจจะออกแนว “ล้างสมอง” ตัวเองอยู่พอสมควร แต่นั่นมีผลมากในการทำให้ตัวเองอยู่ในโหมดที่พร้อมจะเผชิญกับสิ่งตรงหน้าได้ในสภาพที่ยอดเยี่ยม และนั่นทำให้เราสร้างสรรค์โอกาสได้อีกมากมาย หนึ่งในเคล็ดลับที่ผมทำอยู่เสมอคือการบอกตัวเองว่า “เป็นไปได้” เพื่อเป็นแรงขับให้ไม่รู้สึกกลัวหรือท้อกับสิ่งตรงหน้า

อาจจะฟังดูตลกๆ แต่ถ้าใจเรามา โอกาสที่งานจะสำเร็จหรือดีนั้นก็มีไปกว่า 50% แล้ว ช่วงเวลาที่เราอยู่ในโหมดบวก เราย่อมทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ผิดกับช่วงที่เราอยู่ในแดนลบซึ่งจะฉุดความคิดของเราไม่ให้ไปไหนไกล

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทัศนคติที่บอกว่า “เป็นไปได้” จึงเป็นการลดกำแพงที่เรามักสร้างขึ้นมากั้นโดยไม่รู้ตัว มันเป็นเทคนิคที่ให้เราไม่มองเห็นเส้นขอบของ Comfort Zone จนไม่กล้าก้าวออกไป มันปลุกให้เรากล้าจะคิด กล้าจะทำ

Steve Jobs มักจะใช้เทคนิคที่ถูกเรียกว่า Reality Distortion Field กับเพื่อนร่วมงานของเขาเสมอ แน่นอนว่ามันคือการสร้างทัศนคติของคำว่า “เป็นไปได้” ให้เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานเพื่อสามารถสร้างสรรค์งานที่ดีกว่าเดิม มากกว่าศักยภาพที่เขาคิดว่ามีข้อจำกัดหรือมีลิมิตที่เท่านั้นเท่านี้

ฉะนั้นแล้ว เจออะไรอย่าเพิ่งท้อ แต่ให้คิดเสียว่า “มันเป็นไปได้” ก่อนนะครับ ^^

ภาพจาก: http://realhealth.anthem.com/