ประเทศไทยมีสถิติที่น่าเป็นห่วงคือการอ่านหนังสือเฉลี่ยแล้วปีละ 7 บรรทัด (ทำไมมันน้อยขนาดนั้น) และคงไม่ดีแน่ถ้าคนทำงานอย่างเราๆ จะไม่คิดอ่านหนังสืออะไรเพิ่มเติมความรู้ให้กับตัวเอง

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของผมนั้น กลับกลายเป็นว่าคนจำนวนมากหยุดอ่านหนังสือไปตั้งแต่เรียนจบ คงจะมีแต่อ่านเอกสารในการทำงาน รายงานการประชุม ฯลฯ โดยแทบไม่ได้กลับไปแต่สิ่งที่เรียกว่า “หนังสือ” เท่าไรนัก อาจจะพอมีบ้างคือนิตยสารบางเล่ม แต่ก็ไม่ได้เยอะอะไร

ผมมักพูดอยู่บ่อยๆ ว่าการจะเป็นคนที่เก่งขึ้น มีความรู้เพิ่มขึ้น หนึ่งสิ่งที่ทำได้คือการอ่านให้เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราอยู่ในข้อจำกัดที่อาจจะไม่ได้มีโอกาสไปลิ้มลองประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งว่าจะไปแล้ว นี่คือหนึ่งในคำสอนที่ครูผมเคยบอกตั้งแต่สมัยเรียนละครว่าต้องดู (หนัง+ละคร) ให้เยอะ แล้วก็อ่านให้เยอะ ทั้งนี้เพราะในประเทศไทยนั้นหางานละครดีๆ ดูได้ลำบาก

คำสอนของครูผมในวันนั้นก็ยังใช้ได้ผลมาจนถึงทุกวันนี้ และใช้ได้กับทุกวงการ ไม่ใช่กับแค่วงการละครเท่านั้น เพราะยิ่งเราอ่านให้เยอะ ดูให้แยะ เราก็ยิ่งเห็น “โลก” มากกว่าที่เราเห็นผ่านไปในชีวิตประจำวันเท่านั้น

อีกอย่างหนี่งที่ผมมักชอบอ่านหนังสือแม้ว่าข้อมูลและความรู้บางอย่างเราอาจจะมีอยู่แล้ว ก็เพราะการอ่านมุมมองและการรวบรวมของคนเขียนอาจจะทำให้เราเห็นอะไรมากกว่าที่เรารู้ รวมไปถึงรูปแบบการจัดชุดความคิดที่เราอาจจะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อจัดเรียงความรู้เราให้มีประสิทธิภาพด้วย

ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเลยที่เราจะมองข้ามการอ่านหนังสือไป

อย่างไรก็ตาม หลายๆ คนอาจจะบอกผมว่าหนังสือบางเล่มไม่ได้เรื่อง ไม่ดี (อันที่จริงผมก็ซื้อหนังสือแบบนั้นมาไม่น้อย) แต่ผมมองในอีกนัยหนึ่งว่าการอ่านหนังสือที่อาจจะแต่งไม่ดีก็มีส่วนช่วยเราเหมือนกัน เพราะมันทำให้เรารู้ว่าการเล่าเรื่องแบบไหนที่ไม่เวิร์ค ไม่เข้าท่า หรือทำให้สับสนไม่เข้าใจ

ถ้าอยากรู้ว่าจริงไหม? ผมแนะนำให้ลองหยิบหนังสือที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณมาอ่านดูสิครับ ไม่ต้องคิดว่ามันต้องเป็นหนังสือที่ให้ความรู้ใหม่ๆ ที่เรายังไม่รู้เพียงอย่างเดียว อ่านบางอย่างที่เราอาจจะรู้แล้วด้วยก็ได้ แล้วลองคิดดูว่าการจัดระบบความรู้ของเขากับของคุณอันไหนเวิร์คกว่ากัน (ถ้าคุณไม่ติด Ego จนทึกทักว่าทุกเล่มมันห่วยกว่าน่ะนะ)

ทุกวันนี้ ผมมีพันธสัญญาส่วนตัวว่าจะต้องอ่่านหนังสือเล่มใหม่ให้ได้อาทิตย์ละ 1 เล่ม ซึ่งก็ทำได้ประมาณ 70-80% (มีบางอาทิตย์งานเยอะเลยอ่านได้ไม่จบ) โดยพยายามอ่านต่อแบบเล่มต่อเล่ม และนั่นก็ทำให้ผมมักพกหนังสือหรือหนีบ Kindle เดินทางไปไหนมาไหนตลอด เพราะคิดว่าอย่างน้อยอ่าน 3-4 หน้าระหว่างนั่งรถไฟฟ้าก็ยังโอเค

อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าให้ผมต้องถามนะครับว่า iPad / Tablet ของคุณนั้นมีหนังสือสักเล่มสองเล่มอยู่ในนั้นไหม?

แล้วคุณจะเริ่มอ่านหนังสือแล้วหรือยัง?