อ่านหัวเรื่องแล้วหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องน่าขัน แต่เอาเข้าจริงๆ ผมพบว่าคนทำงานหลายคนกลับมักพยายามใช้การ “จำ” มากกว่า “จด” และสุดท้ายก็กลายไปสู่การ “ลืม” ไปเสียนี่ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะถ้าลองเทียบเคียงกับทักษะการเรียนรู้แล้วจะพบว่าการฟังเฉยๆ จะทำให้เราเรียนรู้ได้เพียง 5% จากที่เราได้ยินเท่านั้น

ปมอย่างหนึ่งที่หลายๆ คนมักเลือกจะจำก็เพราะคิดว่าคงยากที่จะลืม บ้างก็คิดว่าจำแค่ประเดี๋ยว บ้างก็คิดว่าตัวเองแน่พอที่จะจำได้โดยไม่ต้องจด (ถือเป็นการข่มอีกฝ่ายไปในตัว) ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนนำมาสู่ความผิดพลาดตามมาเช่นเดียวกับหลายๆ ครั้งสร้างความเสียหายชนิดคาดไม่ถึงเอาง่ายๆ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องง่ายดายมากที่คุณจะพกสมุดจดสักเล่มติดตัวไปไหนต่อไหนและเขียนทุกอย่างที่คุณนึกออกหรือคนอื่นแจ้งคุณ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง คำขอร้อง ลิสต์งานที่ต้อง ฯลฯ และเมื่อคุณจดลงไปแล้ว คุณก็อาจจะเบาใจและคลายกังวลได้ระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นการลดภาระของสมองที่ต้องแบกข้อมูลต่างๆ ไว้ด้วยอีกทาง (แต่ต้องไม่ลืมจะกลับมาอ่านมันนะครับ ^^)

นอกจากสมุดจดติดตัวจะเป็นเหมือนคู่มือทำงานที่คอยจดโน๊ตระหว่างการประชุม สรุปงานต่างๆ แล้ว มันยังสามารถเป็นที่บันทึกไอเดียต่างๆ ของคุณได้อยู่เสมอ สมัยที่ผมเรียนละครเวทีและต้องพยายามหาไอเดียในการเขียนบทและกำกับนั้น อาจารย์สอนผมว่าไอเดียมักจะมาในเวลาที่เราไม่คาดฝัน แถมบางทีมันก็มาพร้อมกับฝันจริงๆ ก็มี ฉะนั้นเราควรจะสมุดโน๊ตอยู่ใกล้ตัวเราที่สามารถหยิบฉวยมาจดได้ทันก่อนที่มันจะหายไป ฟังแล้วอาจจะดูเหมือนเรื่องตลกแต่หลายๆ ครั้งผมก็ได้ไอเดียดีๆ จากความฝันซึ่งถ้าไม่รีบจดมันในตอนที่ยังสลึมสลือล่ะก็ ผมก็คงลืมมันไปแน่ๆ

ทุกวันนี้ เลยเป็นนิสัยประจำตัวที่ผมมักจะพกสมุดโน๊ตติดตัวไปไหนมาไหนเสมอ พอนึกอะไรออกก็จะหยิบมันขึ้นมาขีดๆ เขียนๆ ไอเดียลงไป ระหว่างนั่งรถไปทำงานก็สามารถหยิบมาลิสต์งานโปรเจคโน้น คิดงานให้โปรโจคนี้ บางทีก็นั่งทำ Checklist หรือเขียน Flow งานไปเรื่อยๆ แถมยิ่งพอเราเขียนในกระดาษมากเท่าไร มันก็ยิ่งทำให้เราเห็นภาพหลายๆ อย่างชัดมากขึ้นกว่าที่ให้มันล่องลอยอยู่ในหัว พอนั่งหน้าคอมก็ไม่ต้องเสียเวลาอะไรมาก แค่หยิบภาพที่เรียงเรียงไว้คร่าวๆ บนกระดาษมาใส่บนไฟล์เอกสารก็ใช้เวลาไม่นานนัก

หนังสือประเภทพัฒนาตัวเองหลายเล่มก็บอกเหมือนกันว่าเวลาคุณจะคิดงานอะไรนั้น ให้ไปคิดในกระดาษ อย่าเอาแต่คิดหน้าคอมพิวเตอร์เพราะมันจะไม่ช่วยให้คุณคิดงานดีขึ้นแต่อย่างใด หลายคนนั่งเคาะแป้นพิมพ์ไปเหมือนกับว่าจะมีข้อความหรือประโยคเด็ดๆ ออกมาต่อ แต่จริงๆ มันก็กลับตรงกันข้าม แถมดีไม่ดีก็โดน facebook  หรือ twitter มาดึงความสนใจไปเสียอีก ฉะนั้นแล้วคงจะดีเสียกว่าถ้าคุณใช้เวลาช่วงอื่นของคุณไปคิดบนกระดาษโน๊ตจนเป็นรูปเป็นร่างแล้วค่อยมาทำต่อให้เสร็จในหน้าจอทีหลัง

เทคนิคการเลือกสมุดโน๊ต

– อย่าเลือกใหญ่เกินไป เพราะคุณอาจจะพกพาไม่สะดวกเท่าไรนัก ขอเน้นให้ติดกระเป๋าของคุณไปไหนมาไหนได้ง่าย หยิบจับไปได้เป็นดี

– อย่าเลือกที่เล็กเกินไป เพราะจะกลายเป็นว่าคุณจะจดลงในสมุดอย่างลำบากถ้านำไปใช้จดเนื้อหาที่ค่อนข้างเยอะ เช่นการประชุมต่างๆ อย่างไรก็ตาม สมุดเล่มเล็กก็เหมาะกับการจดบันทึกอะไรสั้นๆ หรืออะไรสำคัญๆ เช่นรายชื่อต่างๆ ลิสต์ของต้องซื้อ ฯลฯ ซึ่งก็จะควบคู่มากับการพกพาอย่างสะดวก

– เลือกสมุดที่ไร้เส้น เพราะคุณจะสามารถวาดรูปและขีดเส้นต่างๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด เหมาะมากกับการที่ใช้ร่างไอเดียหรือตีกรอบแบ่งหน้าเป็นสัดส่วนต่างๆ โดยไม่ต้องคอยเห็นเส้นบรรทัดอื่นๆ มากวนใจ แต่ถ้าใครเน้นเขียนตัวหนังสืออย่างเดียวแล้ว การใช้สมุดมีเส้นก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

– เลือกสมุดที่ดูภูมิฐานถ้าจะใช้ในที่ทำงานหรือนำเข้าประชุม เพราะคงไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดีแน่ถ้าคุณถือสมุดโน๊ตลายหวานแหววเข้าห้องประชุมกับผู้บริหารระดับสูงที่เป็นลูกค้า การเลือกสมุดที่ไม่มีลวดลายมากนัก มีปกที่ดูสุภาพ ซองหนัง ฯลฯ ก็มีส่วนช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ใช้ดูมีวุฒิภาวะขึ้นด้วย