ไม่รู้ผมรู้สึกไปเองไหม แต่ผมรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เรามักได้ยินข้อจำกัดมากมายในการทำงานบ่อยขึ้นกว่าเดิมเยอะ ประเภทต้องมีคอมพิวเตอร์เร็วๆ ถึงจะทำงานได้ ต้องมีเนตแรงๆ อยากได้คอมพิวเตอร์เครื่องบางๆ เบาๆ บางก็บอกว่าอยากได้ที่ทำงานแบบดูดี อยากได้ห้องทำงานแบบนั่งโซฟาเหมือนร้านกาแฟ อยากได้ห้องประชุมที่เขียนกระดานได้รอบทิศทาง ฯลฯ

หนักๆ เข้ากลายเป็นข้ออ้างว่าทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพเพราะข้อจำกัดพวกนี้

ข้อจำกัดเหล่านี้นับวันก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะเราเห็นตัวอย่างการสร้างออฟฟิศและการทำงานของหลายๆ บริษัทมากขึ้น เราเห็นบริษัทใหญ่ๆ มีออฟฟิศสวยๆ มีห้องประชุมที่มีอุปกรณ์ไฮเทค เห็นองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์แพงๆ เห็นห้องทำงานหลายที่ดูครีเอทีฟน่าเข้าไปทำงาน ซึ่งพอเห็นแบบนั้นก็คงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกอยากเข้าไปทำงานในสภาวะแบบนั้น อยากได้เครื่องอำนวยความสะดวกแบบนั้น

อันที่จริงแล้ว ก็ต้องบอกว่าการมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ นั้นมันก็ดีแหละครับ มันทำให้ทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพจริง แต่ก็ใช่ว่าถ้าไม่มีแล้วจะทำงานไม่ได้

ลองย้อนกลับไปสมัยก่อนโน้น ถ้าใครจำได้คือยุคที่เรายังมีเนตระดับ 128kbps คอมพิวเตอร์หนักเครื่องละเกือบ 2 กิโล สเปคเห่ยกว่าปัจจุบันหลายสิบเท่า USB Drive ความจุกันแค่ 128 MB แต่เรายังสามารถสร้างพรีเซนต์งานดีๆ ที่ทำให้ผู้บริหารชื่นชอบ สามารถเขียนสคริปที่มีเนื้อหาเข้มข้นกันได้ ถ้าจะให้หนักกันไปอีกคือสมัยก่อนเราไม่มีโทรศัพท์มือถือที่ฉลาดเท่าทุกวันนี้ เราส่งเอกสารกันทาง Fax หรือ Messenger เราไม่มี Google ให้หาข้อมูล ฯลฯ

แต่เราก็ยังทำงานกันได้ แถมทำกันได้ดีโดยไม่ได้บ่นกันสักคำ นักธุรกิจจำนวนมากประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องมีสมาร์ทโฟน หลายคนคิดแผนการตลาดหรือสร้างไอเดียเจ๋งๆ ได้โดยไม่ต้องมีโปรแกรม Powerpoint ไม่ต้องใช้ Photoshop นักเขียนบทเก่งๆ บางคนไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ (อันนี้เรื่องจริงเพราะพี่ที่ผมเคารพคนหนึ่ง เป็นนักเขียนบทละครรางวัลมากมาย ทุกวันนี้พี่เขาเขียนบทด้วยดินสอกับกระดาษ A4 ครับ)

ความสะดวกสบายที่เทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นสร้างขึ้นมานั้นต้องบอกว่ามา “ช่วย” พวกเรา แต่อย่าให้มันเป็นแกนชนิดว่าถ้าไม่มีแล้วจะทำงานกันไม่ได้ เราต้องรู้ว่าการมีสิ่งพวกนี้นั้นคือสิ่งที่มา “เสริม” ให้เราทำงานได้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่เอาส่วนที่เสริมนี้มาเป็นแกนชนิดถ้าไม่มีแล้วงานต้องล้มครืนไม่เป็นท่า

หนึ่งในตัวอย่างที่ผมมักยกอยู่บ่อยๆ คือการพรีเซนต์งาน ที่เดี๋ยวนี้ทุกคนก็สะดวกกับการใช้โปรแกรมอย่าง Keynote หรือ Power Point เพื่อทำสไตด์ไว้นำเสนอ และส่วนมากที่เรามักเจอคือการยัดรายละเอียดต่างๆ เข้าไปในสไลด์ชนิดให้อ่านหน้าจอกันระหว่างพรีเซนต์ โดยผู้พรีเซนต์ก็อ่านตามไปพร้อมๆ กัน (ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตลกอยู่พอสมควร)

ทีนี้สถานการณ์ที่ผมมักบ่อยๆ คือพรีเซนตืไปแบตเตอรี่ของคอมหมด บ้างก็ Projector มีปัญหา บ้างก็มีปัญหาที่ไฟล์ พอเป็นเช่นนี้แล้วหลายคนก็ไปไม่เป็น งานที่เตรียมจะพรีเซนต์ก็เป็นอันวุ่นวายจนขายหน้ากันอยู่บ่อยๆ

ส่วนตัวผมแล้ว ถ้าคนทำงานที่พร้อมจริงๆ เขาก็ต้องพร้อมที่จะรู้วิธีเล่าโดยไม่จำเป็นต้องใช้สไลด์ หรือต่อให้เกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ เขาก็สามารถที่จะขายงานได้แม้จะไม่มีคอมพิวเตอร์เลยก็ตาม ทุกวันนี้ผมมักแนะนำบริษัทและงานที่ตัวเองทำโดยไม่ต้องใช้สไลด์เข้ามาช่วย (หรือถ้ามันมี ก็แค่ให้มันเป็นตัวเสริมสิ่งที่ผมกำลังพูด ไม่ใช่เป็นตัวนำ) ซึ่งนั่นทำให้ผมสามารถพรีเซนต์ได้โดยไม่มีข้อจำกัดแบบทั่วๆ ไป หลายครั้งที่ผมสามารถขายงานหรือนำเสนองานในที่ต่างๆ โดยมีกระดาษกับปากกา ทั้งนี้เพราะผมเชื่อว่าถ้าคุณเข้าใจงานที่คุณทำดีพอ คุณจะสามารถเล่าทุกอย่างได้ใหม่โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาช่วยเลยแม้แต่น้อย

วิธีแบบนี้แหละครับ ที่ฝึกให้ผมทำงานโดยสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองน้อยที่สุด แน่นอนว่าผมก็ยังชอบการไปทำงานในที่ที่ทำให้ผมรู้สึกดี รู้สึกสบายเช่นร้านกาแฟ แต่นั่นก็คือเมื่อผมมีทางเลือกและสะดวกที่จะทำ แต่ผมก็พร้อมจะทำงานในที่ปรกติอย่างออฟฟิศหรือที่บ้านได้เช่นกัน

ยิ่งเรามีข้อจำกัดน้อยเท่าไร เราก็จะมีความพร้อมที่จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อมีสิ่งมาช่วยเสริม คุณก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกมากมาย แต่ถ้าคุณไปตั้งต้นว่าจะต้องมีข้อจำกัดมากมายแล้ว คุณไม่ได้กำลังจะทำงานหรอกครับ คุณแค่พยายามทำให้คุณสบายเท่านั้นแหละ

 

ภาพจาก: telegraph