เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมได้เขียนบล็อกเรื่องของ Brand Video จาก dtac ที่เล่าเรื่องความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างดีในวีดีโฆษณาชิ้นล่าสุด “Power of Love” ไปแล้ว ซึ่งตอนนี้คลิปดังกล่าวก็มียอดคนดูทะลุ 12 ล้านวิวบน YouTube และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการไปเผยแพร่และกระจายต่อในต่างประเทศ (ซึ่งก็ดูจะเป็นเทรนด์ของ Viral Video ในยุคนี้แล้วก็ได้)

ในวันที่ผมเขียนบล็อกนั้น ผมยังไม่ได้เข้ามาทำงานที่ dtac ก็เลยเล่าในมุมมองของคนนอกเป็นหลัก มาวันนี้ ผมได้มาเป็นส่วนหนึ่งของพนักงาน dtac เลยได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับทีมที่ดูแลโปรเจคนี้แล้วก็ได้เข้าใจแนวคิดบางอย่างมากขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับวันนี้ dtac เองก็มีการร่วมพูดคุยกับนักข่าวถึงปรากฏการณ์ที่คลิป Power of Love ได้ทำให้เกิดขึ้นโดยคุณป๋อง – วัชรพงษ์ ศิริพากย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายแบรนด์คอมมูนิเคชั่น มาเล่าด้วยตัวเอง ผมเลยถือขอถือโอกาสมาเล่าสู่กันฟังต่อให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า Brand Storytelling กันนะครับ

dtac กับความ “พอดี”

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ dtac ทำมาอย่างต่อเนื่อง คือการนำเสนอความคิดเรื่องของการใช้โทรศัพท์อย่างพอดี ซึ่งไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นในปีสองปี หากแต่มีการเล่ามาตั้งแต่ปี 2548 ไล่มาเรื่อยๆ ตั้งแต่โฆษณาชุด “โทรแต่พอดี” และ “แฮปปี้ โทรแต่พอดี” (เอาจริงๆ ตอนคุณป๋องเล่าผมก็นึกไม่ออกเหมือนกัน) แต่มาพีคมากๆ ก็ตอน Disconnect to Connect ที่ได้รับเสียงฮือฮาอย่างมาก เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว จะเห็นว่า Message และ Story ที่ dtac เล่ามานั้น เป็นเรื่องที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง และสร้างรากฐานให้กับแบรนด์มาอย่างคงเส้นคงวา ไม่ใช่จู่ๆ ก็โพล่งออกมาเล่าด้วยคลิปเดียวดังแล้วก็จากกันไป ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์อย่างมาก เพราะการจะทำให้คน “รู้สึก” และ “เชื่อมโยง” กับตัวตนของแบรนด์นั้นจำต้องมีการสร้างความจดจำที่สม่ำเสมอ และสร้างความสัมพันธ์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

Power of Love – เมื่อ Insight มันใช่

มาถึงคลิปล่าสุด ด้วย Message ที่ยังคงอยู่บนปรัชญาเดิมแล้วนำมาขยายต่อให้เข้ากับยุคปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่ทำให้ Power of Love กระจายไปอย่างรวดเร็ว ก็เพราะมันเป็นประสบการณ์ร่วมของคนในสังคมที่ลึกๆ แล้วเราก็รู้สึกอยู่เสมอๆ เกี่ยวกับเรื่องการใช้เทคโนโลยีอย่างโทรศัพท์มือถือมากเกินไป การวางมือถือลงจึงเป็นสัญลักษณ์ที่สะกิดความรู้สึกนี้และทำให้ตัวคลิปกลายเป็นคอนเทนต์ที่ Shareability สูงขึ้นมาทันที

รู้จักใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าความสำเร็จของ Power of Love ก็ยังคงอยู่กับเรื่อง Content is King เป็นสำคัญ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการวางกลยุทธ์สื่อที่รอบคอบด้วยเช่นกัน โดยคุณป๋องเองก็แชร์ให้ฟังว่ามีการใช้สื่อควบคู่กันทั้ง Traditional และ Digital เพื่อให้คอนเทนต์นี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ (เรื่องนี้ผมขอย้ำเป็นสำคัญว่าต่อให้คุณทำคอนเทนต์ดีแค่ไหน แต่ถ้าปล่อยคอนเทนต์ผิดที่ผิดเวลา หรือไม่มีการช่วยโปรโมตแล้ว มันก็ยากที่จะแพร่กระจายได้เช่นกัน) ถ้ามองสรุปจากเรื่องราวที่วันนี้มีการพูดคุยกันนั้น จะได้เห็นว่า 3 ประเด็นที่ผมยกมาสรุปเป็นรหัสความสำเร็จของ Power of Love ไม่ใช่เรื่องของการทำคอนเทนต์ให้ “ว้าว” หรือมุ่งหวังประเภทจะทำไวรัลวีดีโอแบบ “อึ้ง ทึ่ง เสียว” อะไรเลย หากแต่เป็นการเริ่มจากรากฐานที่ทีมงานต้องวางแผน ดีไซน์ อย่างมีกลยุทธ์มาก ซึ่งนั่นตรงข้ามกับที่ผมมักเจอการพยายามทำ Viral Video เป็นธงแต่ไม่ได้ตีโจทย์ในเรื่องของแบรนด์หรือ Insight เท่าที่ควรด้วย ก็ลองเอามาเล่าสู่กันฟังแล้วลองไปคิดดูกับบรรดา Branded Content ที่เราจะพูดถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตกันนะครับ ^^

สถิติน่าสนใจเกี่ยวกับคลิป Power of Love

  1. ทำยอดวิว 1 ล้านวิวบน YouTube ได้ใน 9 ชั่วโมง
  2. ทำสถิติวีดีโอที่มีการแชร์สูงที่สุดภายใน 24 ชม. ของ YouTube ประเทศไทย
  3. ในวันที่มีการปล่อยคลิป Power of Love บนช่องทาง Facebook ของ dtac นั้น มียอดคนไลค์เพจสูงขึ้นกว่าปรกติถึง 11 เท่า
  4. ปัจจุบัน Power of Love ได้ถูกยกเป็นคลิปวีดีโอแนะนำในเว็บไซต์หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น AdWeek, Mashable, HuffingtonPosthug