เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา เราคงพอทราบกันเรื่องนโยบายลดการบ้านของนักเรียนลงด้วยเหตุผลต่างๆ นานาจากสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน แน่นอนว่ามันทำให้เกิิดเสียงตอบรับ (?) ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว แม้แต่ตัวผมเองด้วย

อย่างไรก็ตาม บล็อกนี้คงไม่ได้มาพูดถึงเรื่องการเมืองหรือจะวิพากษ์นโยบายอะไรนั่นหรอกนะฮะ แต่เพราะเรื่องดังกล่าวนั่นทำให้ผมกลับนึกถึงความสำคัญของการฝึกฝนผ่านบททดสอบต่างๆ

จะว่าไปแล้ว จากมุมของเด็กคนหนึ่งที่โตมากับการเห็นพ่อแม่สอนหนังสือตั้งแต่จำความได้จนมาถึงวันที่พ่อของผมจะเกษียณตาคุณแม่ไป แม้ว่าผมจะมองว่าการให้การบ้านและทำงานอย่างหนักจะดูเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่การฝึกฝนต่างๆ นั่นเองที่ทำให้ลูกศิษย์ของพ่อแม่หลายคนกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ

และก็อีกนั่นแหละที่ผมย้อนมามองว่าการที่ผมมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็เพราะผ่านการฝึกและทำงานอย่างหนักมาตลอดช่วงเวลาที่เรียน แม้ว่าตอนนั้นเราจะโวยวายกันมากว่าไม่ได้หลับได้นอน งานกองชนิดดูยังไงก็ไม่มีทางทำทันแน่ๆ

แต่เพราะการผ่านประสบการณ์ประเภทน้ำตาตกใน การฝึกฝนและทำการบ้านเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ฝังทักษะเข้าไปในตัวเรามากกว่าที่จะจำแค่ทฤษฏีที่อยู่ในหนังสือ

แม่ผมพูดเสมอว่าสิ่งที่เขียนในหนังสือจะไม่มีทางเข้ามาในสมองเราได้ถ้าแค่อ่านผ่านๆ (และผมเชื่อว่าคนส่วนมากก็รู้กันดีว่าหนังสือที่เราอ่านไปนั้น เราจะจำได้น้อยมาก) แต่เราจะจดจำมันได้เมื่อเราเริ่มลงมือเขียน ลงมือทำ และทำมันอย่างนั้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ จำขึ้นใจ และทักษะนั้นฝังลงไปในตัวเราโดยยากที่จะลืม

และผมว่าอาจารย์ที่ดีหลายคนก็พูดแบบนี้เหมือนกัน การให้การบ้าน การให้แบบฝึกหัด ไม่ใช่เพื่อจะเอาความสะใจ หรือต้องการกลั่นแกล้งนักเรียน แต่มันก็คือสิ่งที่หวังให้ได้สร้างทักษะให้เก่งขึ้น เฉียบคมขึ้น และมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น

และจริงๆ ผมต้องยอมรับว่าการผ่านวันสุดเหนื่อยในวัยเรียนมานั้น ทำให้ผมในทุกวันนี้อึดและทนมากกว่าที่ผมเคยคิดว่าผมจะทำได้อยู่พอสมควร และยิ่งเราผ่านบทเรียนยากๆ มามากเท่าไร เราก็จะรู้วิธีรับมือเรื่องยากๆ ในการทำงานได้ โดยแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้กลายเป็นงานง่ายในทันที แต่นั่นก็ทำให้เรารู้สึกว่าหนักกว่านี้ก็ผ่านมาแล้ว

ทุกวันนี้ ผมก็ยังถือว่าการเจองานใหม่ๆ งานยากๆ ก็เหมือนกับบทเรียนที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปอีก หรือแม้ว่าจะเป็นงานเล็กงานน้อย มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ลับความสามารถของเราอยู่เรื่อยๆ

ผมนึกถึงหนัง Jiro Dream of Sushi ที่น่าจะเป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจอย่างดีสำหรับหลายๆ คน แม้ว่าหนังอาจจะพูดถึงพ่อครัวซูชิ แต่เราก็ได้เรียนรู้ว่าการจะไปถึงจุดที่สูงได้นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนและทุ่มเทอย่างมาก (กว่าจะเป็นพ่อครัวซูชิได้นั้น อาจจะต้องทำงานเตรียมของในครัวอยู่เกือบสิบปีกันเลยทีเดียว)

ทักษะและความสามารถใดๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการเสก การเป็นคนเก่งไม่ได้เป็นได้ด้วยโชคหรือดีดนิ้ว แต่นั่นต้องอาศัยความพยายาม ฝึกฝน และทุ่มเท และยิ่งเราผ่านความยากมาเท่าไร นั่นก็ทำให้เราแข็งแกร่งมากขึ้น

และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เรากลายเป็นคนเก่ง