เครื่องมือ Social Media Monitoring กลายเป็นที่แพร่หลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในปัจจุบัน และก็มีการโปรโมตกันอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่หลายๆ คนให้ความสนใจและอยากจะใช้กับธุรกิจของตัวเอง

แต่คำถามน่าคิดคือธุรกิจของเราพร้อมหรือยังในการจะใช้ Social Media Monitoring หรือถ้าจะใช้นั้นเราควรจะต้องเตรียมตัวอะไรกันบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมกันเสียก่อนที่จะทำการสั่งซื้อหรือเปิดใช้บริการ Social Media Monitoring เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ผมเองก็มีประสบการณ์ต่างๆ ตามมา เช่น

  • มีเครื่องมือแล้วแต่ไม่ตอบโจทย์ที่ตัวการ
  • ไม่มีใครใช้เครื่องมืออย่างที่ควรจะเป็น
  • คนปฏิบัติงานไม่อยากใช้เครื่องมือดังกล่าว

และนั่นเลยเป็นสิ่งที่เราคงต้องเตรียมเสียก่อนที่เริ่มใช้ Social Media Monitoring กันเสียหน่อย

คุณมี Strategy ในการใช้ Social Media Monitoring หรือยัง?

นี่คือคำถามใหญ่ตอนที่ผมเป็นผู้บริหาร แล้วมีคนถามว่าเราจะใช้ Social Media Monitoring กันไหม? เราควรจะซื้อของเจ้าไหนดี? เพราะก่อนจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ เราก็ต้องมาดูก่อนว่าตอนนี้เรามีปัญหาอะไร เราจะใช้เครื่องมือนี้แก้ปัญหาอะไรเป็นพิเศษ เพราะถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว Social Media Monitoring ก็สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น

  • ตรวจจับความเคลื่อนไหวของกระแส (Trend Monitoring)
  • ตรวจจับการพูดถึงแบรนด์ (Brand Monitoring)
  • ตรวจจับคนที่มีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ (User Support)
  • วิเคราะห์คู่แข่ง (Competitor Monitoring)

ซึ่งเราก็ต้องมาตอบตัวเองกันให้ดีว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องไหน อันไหนเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสอง (เพราะก็คงไม่ใช่การบอกว่าจะใช้หมดและทุกอย่างเท่าๆ กัน)

ตรงนี้เองคนเป็นผู้บริหารก็ต้องอธิบายกันให้เคลียร์ๆ ว่าเรากำลังจะแก้ไขปัญหาอะไรเป็นสำคัญเสียก่อน รวมทั้งบอกด้วยว่าสิ่งเหล่านี้จะไปตอบโจทย์การตลาดที่ตัวเองวางไว้อย่างไร เป็นการอุดรอยรั่วเดิม หรือจะเพิ่มประสิทธิภาพก็ว่ากันไป

เราต้องการอะไรบ้างจาก Social Media Monitoring?

หลังจากที่ได้แล้วว่าเราจะเอาเครื่องมือนี้มาทำอะไรบ้างในแง่กลยุทธ์ ต่อจากนั้นเราก็ต้องมาดูกันต่อว่ามันจะต้องมีคุณสมบัติอะไร ทำงานอะไรได้บ้าง เช่น

  • ตรวจจับ Keyword อย่างไร ได้กี่แพลตฟอร์ม
  • ความถี่ในการตรวจจับ การอัพเดทบ่อยแค่ไหน
  • ทำ Report ได้กี่แบบ ทำข้อมูลแบบไหนได้ (ซึ่งตรงกับความต้องการเราไหม)
  • มีผู้ใช้งานได้กี่คน ระบบจัดการหลังบ้านเป็นอย่างไร
  • ความสามารถอื่นๆ เช่นติด Tag จัดกรุ๊ป ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ถ้าจะพูดง่ายๆ คือการลิสต์บรรดาสิ่งที่เราต้องการออกมาเพื่อจะนำไปสู่การเทียบสเปคในแต่ละเจ้านั่นเอง

เรามีทีมงานบริหารจัดการและระบบการทำงานที่รองรับหรือไม่?

หลังจากได้ไอเดียคร่าวๆ แล้วว่าจะใช้เครื่องมืออะไร ทำอะไรบ้าง เราก็ต้องมาดูด้วยว่าทีมงานที่จะใช้มีกี่คน มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร (Workflow) มีการแต่งตั้งหรือมอบหมายงานที่ชัดเจนในการจะใช้ Social Media Monitoring ใช่หรือไม่? เพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าซื้อเครื่องมือมาวางไว้ แล้วไม่มีคนใช้ ไม่มีคนรับผิดชอบ ซึ่งเราก็ต้องคิดกันหลายเรื่อง เช่น

  • คนที่ดูแลในการใส่ Keyword ต่างๆ
  • คนที่ทำ Report ต่างๆ
  • ขั้นตอนการเพิ่ม / ลดการ Monitor ต่างๆ
  • ขั้นตอนการขอ Report ต่างๆ

เทียบเคียงจากบรรดาผู้ให้บริการต่างๆ

หลังจากได้ข้อมูลมาหมดแล้ว เราก็ค่อยเข้าสู่กระบวนการเทียบผู้ให้บริการต่างๆ ซึ่งก็อาจจะใช้การเรียกมาพรีเซนต์ว่าทำอะไรได้บ้าง แล้วนำ Requirement ที่เรามีแลกเปลี่ยนเพื่อดูว่าเขาจะปรับเปลี่ยนและทำได้อย่างที่เราต้องการไหม ถ้าจะทำงานแบบที่เราต้องการจะต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนยุ่งยากไหม

ที่สำคัญมากๆ ไม่แพ้กันคือการให้คนที่ทำงานตรงนี้ต้องเข้ามาอยู่ใน Process การคัดเลือกเครื่องมือด้วยเหมือนกัน เพราะเขาคือคนที่จะใช้งานจริง ซึ่งถ้าคนที่ใช้งานจริงดูแล้วไม่เวิร์ค ใช้ยากก็ต้องคิดไว้ด้วยว่าอาจจะเกิดปัญหาในการทำงานจริงที่ต้องใช้ระยะเวลา รวมทั้งอาจจะเกิดข้อผิดพลาดเอาได้ง่ายๆ เช่นกัน

ที่เล่ามานี้เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนและสิ่งที่ต้องคิดเวลาที่จะเลือกใช้ Social Media Monitoring ซึ่งจะเห็นว่าไม่ใช่แค่การดูเรื่องเครื่องมือเฉยๆ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการวางโครงสร้างการทำงาน และการวางแผนให้รัดกุม เพื่อที่เราจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพด้วยนั่นเองล่ะครับ