เมื่อวานอู๋ (@spin9) ได้เอากระทู้ใน Pantip เรื่องกรณีโครงการรถคันแรกเริ่มมีผลกระทบกับหลายๆ คนที่มีรายได้ไม่เยอะแล้วหลวมตัวเข้าโครงการ สุดท้ายก็ไม่มีกำลังพอจะผ่อนรถต่อ ต้องคืนรถให้ไฟแนนซ์แถมตามด้วยหนี้อีกมากมายที่ตามมา เลยทำให้ผมนึกถึงช่วงเมื่อหลายปีก่อนที่ผมต้องผ่านวิกฤตการณ์ทางการเงิน (ส่วนตัว)

[info] ประสบการณ์ตรงจากคนใกล้ตัว….คืนภาษีรถคันแรก 1แสนบาท….ผ่อนไม่ไหว [/info]

คนทุกคนย่อมมีสิ่งที่ตัวเองอยากได้เป็นธรรมดาครับ ทุกคนมีของที่อยากซื้อ อยากครอบครัว บ้างก็อยากใช้จ่ายเพื่อให้ได้ประสบการณ์ต่างๆ จะมากจะน้อยแตกต่างกันไป บางคนอยากสนุกกับเพื่อนยามค่ำคืน บางคนอยากไปเที่ยวต่างประเทศ บางคนอยากได้ของชิ้นโน้่นชิ้นนี้ บ้างอาจจะอยากกินขออร่อยตามร้านอาหารดังๆ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ตามมาด้วยรายจ่ายมากมาย

แน่นอนว่าการรู้สึกว่า “ต้องจ่าย” ทำให้เราเกิดความรู้สึกชั่งใจขึ้นมาระดับหนึี่ง แต่แน่นอนว่ามันไม่ถึงกับเบรกเราได้หมดไปซะทุกครั้ง หลายๆ ครั้งที่เราเผลอใจจนใช้จ่ายเกินตัวเพื่อสนองความต้องการที่ผุดขึ้นมา

ผมเองหลายๆ ทีเวลาเครียด การระบายของผมคือการซื้อหนังสือดีๆ หลายๆ เล่มมาอ่าน และหนังสือดีๆ เหล่านี้เล่มหนึ่งก็ไม่ใช่ร้อยสองร้อย บางเล่มไปถึงพันบาทเลยก็มี แน่นอนว่าตอนที่ซื้อผมก็ออกจะ Happy อยู่หรอก แต่พอตอนมาเห็นบิลบัตรเครดิตตอนสิ้นเดือนก็แทบจะลมใส่อยู่หลายที “นี่กูใช้อะไรไปเนี่ยยยยยย”

การเอาชนะความอยากของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับถ้าไม่สร้างวินัยให้ตัวเอง ยิ่งการมีบัตรเครดิตเนี่ยยิ่งทำให้วินัยทางการเงินของหลายๆ คนเข้าขั้นแย่เอาได้ เพราะเงินที่ใช้ในบัตรเครดิตนั้นเป็นเงินที่มองไม่เห็น เราอาจจะคิดว่ามีเงินในบัญชีเดือนนี้ตั้งสองหมื่นบาท น่าจะอยู่ได้สบาย แต่จริงๆ แล้วมีหนี้บัตรเครดิตไปหมื่นกว่าๆ สรุปมีเงินใช้จริงไม่กี่พัน พอต้องไปจ่ายบัตรก็ต้องถึงขั้นกัดก้อนเกลือกินกันเอาได้ง่ายๆ

ผมลองอ่านกระทู้เรื่องรถคันแรก มันทำให้ผมนึกถึงสมัยวัยรุ่นที่ผมมีความอยากค่อนข้างเยอะ และหลายๆ ครั้งไม่ได้ประมาณตัวให้เหมาะสม มันมีความรู้สึกแน่ เจ๋ง คิดว่าตัวเอง “เอาอยู่” เลยทำให้พลาดพลั้งใช้เงินกันแบบสุรุ่ยสุร่ายไปพอสมควร หนี้บัตรเครดิตสะสมไปเรื่อยๆ พอๆ กับการไปเปิดหนี้สินเพิ่มเพื่อมาโปะหนี้ ที่หนักกว่าคือพอเราสร้างนิสัยรักสนุก ใช้จ่ายเพลินมือแล้ว เราก็ยังคงนิสัยนั้นไปแม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงรัดเข็มขัดทางการเงินแล้วก็ตาม

ผลสุดท้ายคือผมเป็นหนี้บัตรเครดิตจำนวน…เอ่อ…เอาเป็นว่ามากชนิดเงินเดือนผมแทบไม่พอจ่ายก็แล้วกัน

นั่นหมายความว่าในแต่ละเดือนผมแทบจะไม่มีเหลือเงินมากินข้าวเสียด้วยซ้ำ

การเข้าสู่ระบบมนุษย์เงินเดือนทำให้หลายๆ ครั้งเราคิดว่าเราเก่งพอจะหมุนเงินไปเรื่อยๆ ได้ สามารถเอาตัวรอดไปได้ทุกๆ เดือน ซึ่งสมัยก่อนผมก็เคยคิดอย่างนั้น แต่พออายุมนาเข้าเลข 3 แล้ว ผมก็เริ่มคิดอีกแบบว่าเราจะหมุนๆ ไปได้อีกสักกี่ปีกัน?

ย้อนกลับไปเรื่องรถคันแรก หลายคนก็เชียร์ให้ผมซื้อรถ (แม้แต่พ่อของผมเองก็เหอะ) เพราะคิดว่าสมัยนี้ใครๆ ก็มีรถ เวลาไปประชุมกับลูกค้า ผมมักเจอคำถามว่า “จอดรถไว้ที่ไหนคะ” “ปั้มบัตรจอดรถไหมคะ” ซึี่งเขาก็จะทำหน้างงๆ เวลาผมบอกว่า “ผมไม่มีรถครับ” ซึ่งมันอาจจะเป็นค่านิยมสังคมไทยปัจจุบันไปแล้วหรือยังไงผมเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่ดูเหมือนว่าการที่ผมไม่มีรถทำให้ผมราวกับถูกจัดลำดับไปว่าเป็นคนชั้นล่างโดยปริยาย

ผมก็เคยมีรถครับ เคยมีความคึกคะนองของการเป็นเจ้าของรถ มีคนมอง การได้ขับรถไม่เพียงแค่สะดวก แต่ยังรู้สึกถึง “อำนาจ” บางอย่างที่ตัวเองสร้างขึ้นมา มันดูเท่ห์ไม่หยอกทีเดียว

และไอ้ความคึกคะนองนั่นแหละครับที่ทำชีวิตผมบรรลัยมาแล้ว

ทุกวันนี้ผมมองว่าการมีรถเป็นเรื่องที่ทำให้ชีวิต (อาจจะ) สะดวกขึ้น หลายๆ ครั้งผมก็อยากมีรถเช่นการขับรถพาชิงชิง (คู่หมั้นผม-เผื่อใครยังไม่ทราบ) ไปไหนมาไหน หรือแม้กระทั่งการขับไปจัดรายการที่เนชั่นทุกวันอาทิตย์ แต่พอผมมาดีดๆ ลูกคิดแล้ว ผมว่าการมีรถมันทำให้ชีวิตผมสะดวกขึ้น “ไม่กี่วัน” เพราะสภาพบนท้องถนนทุกวันนี้ก็ไม่ได้น่าภิรมย์อะไรเลย โชคดีที่ผมกับชิงชิงทำงานที่เดียวกัน เราสองคนขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินกลับเหมือนกัน เราไม่ต้องเจอปัญหารถติดให้รำคาญใจ แล้วทำไมผมต้องการรถอีก?

บางที พอเวลาผ่านไป มันทำให้เรามองเห็นอะไรมากขึ้นกับสิ่งที่เราต้องการในชีวิต มีคนพูดเสมอว่ามันไม่ใช่เราหาได้เท่าไร แต่มันคือเราใช้เท่าไร ผมเจอคนที่มีรายได้ผูกเป็นโซ่ตรวนเพราะต้องผ่อนรถผ่อนบ้านจนต้องหางานเงินเดือนเยอะๆ สุดท้ายงานที่เงินเดือนเยอะก็เครียด ก็เหนื่อย กลายเป็นสุขภาพจิตก็แย่ จะถอนตัวก็ไม่ได้เพราะติดชะงัก บางทีถ้าเราพอใจกับที่เรามี แฮปปี้แบบพอเพียงตามแบบเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ชีวิตเราก็มีความสุขได้ในทุกๆ วันแม้จะไม่ต้องเลิศหรูอะไรเลย

และพอเราไม่ต้องการเยอะ ความสุขของเราไม่ต้องราคาแพงแล้ว เราก็ไม่ต้องเหนื่อยหรือเครียดกับรายได้ที่เข้ามา กลายเป็นสุขดับเบิ้ลไปเลยทีเดียว