วันนี้น้องสาวผมคนหนึ่งได้มาทำงานเป็นวันสุดท้ายกับ “ครอบครัว” ของทีม Social Content ที่ newmedia+ ซึี่งผมเป็นเสมือนพี่ใหญ่ของครอบครัวนี้อยู่

สำหรับผมเองแล้ว ก็เป็นเรื่องใจแป้วเหมือนกันที่เราต้องร่ำลากับน้องคนหนึ่งที่เคยอยู่ด้วยกันมาหลายเดือน แม้ว่าผมจะไม่ค่อยแสดงออกอะไรมาก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าน้องคนนี้ไม่ใช่น้องคนแรกที่ผมต้องร่ำลา แต่ทุกๆ ครั้งที่ผมต้องมองน้องของผมแยกไปในเส้นทางของเขาเองนั้น มันก็ทำให้ผมต้องหยุดถอนหายใจอยู่เสียหน่อย

จริงๆ การทำงานก็เหมือนกับการเดินทางแหละครับ ทุกคนก็เหมือนนักเดินทางที่ต่างคนต่างที่มา แล้วเราก็มีรถบัสคันใหญ่ บางทีก็เป็นคันเล็ก บ้างก็เป็นรถไฟ บ้างก็เป็นเครื่องบิน ที่เราขอโดยสารไปด้วย ในรถคันนั้นมีก็คนมากมายที่ร่วมเดินทางไปกับเราโดยรถนั้นก็พาเราไปตามถนนหรือเส้นทางที่รถคันนั้นตั้งไว้

แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนจะต้องเดินทางไปจนถึงปลายทางพร้อมกันทุกคนหรอกครับ แท้จริงแล้วชีวิตของเราทุกคนก็ต่างมีเส้นทางของตัวเอง เราเริ่มจากจุดหนึ่งและมุ่งไปตามทางเรื่อยๆ โดยรถที่เราขอโดยสารมาด้วยนั้น เป็นพาหนะชั่วคราวเพราะเราเห็นว่ารถคันนี้มุ่งไปในทางที่เรากำลังไปอยู่นั่นเอง แต่ถ้าวันไหนที่เราพบทางแยกที่เราอยากไปอีกทางแล้ว เราก็จำเป็นต้องลงจากรถเพื่อเดินไปต่อตามทางของเรา โบกมือลาให้กับคนอื่นๆ ที่ยังอยู่บนรถ

ผมมักพูดเสมอกับน้องๆ ว่าเราทุกคนไม่มีใครทำงานในบริษัทตลอดไป วันหนึ่งเราก็ต้องจากไปด้วยเหตุผลที่ต่างกัน อาจจะได้ไปเรียนต่อ ได้งานใหม่ หรือไม่ก็อาจจะเกษียณตัวเอง แต่วันใดวันหนึ่งเราก็ต้องจากลาเป็นธรรมดา และการจากลานั้นก็คือการเริ่มต้นอีกครั้งของแต่ละคนที่จะไปบนหาทางเส้นใหม่ เราไม่ควรจะยึดติดชนิดไม่ยอมไปไหน หรือฝังตัวเองจนไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า เพราะทุกคนก็ล้วนมีอนาคตของตัวเองที่ไม่ควรจะไปฝากหรือผูกไว้กับใครแต่อย่างใด

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ผูกพันหรือมีความสุขไปกับเพื่อนร่วมทางของเรา

จะว่าไปแล้ว ความสุขอย่างหนึ่งของการทำงาน ไม่ใช่การได้เงินเดือนเยอะๆ หรือได้โล่ห์รางวัลอะไร แต่คือการที่เราหันไปมองคนรอบข้างเราในที่ทำงาน (ซึ่งเราใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตอยู่กับมัน) แล้วเรารู้สึกมีความสุข รู้สึกผูกพันกับผู้คนเหล่านั้น และคนเหล่านั้นทำให้ทุกๆ วันของเราที่ต้องทำงาน (ซึ่งมักจะเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกเหนื่อย) ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา

การเจอเพื่อนร่วมงานที่ดีจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างโชคดีอยู่ไม่น้อย เพราะทุกครั้งที่เรารู้สึกท้อ เหนื่อย หรือกลุ่มกับปัญหา เราก็พอจะนึกถึงอะไรดีๆ ให้เรากลับมาชุ่มชื่นได้บ้าง

ช่วงหลายๆ วันนี้ ผมทำงานค่อนข้างหนักชนิดไม่ได้พักผ่อนเท่าไร เรียกได้ว่าสภาพโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด (ร้อนในหลายแผล สิวขึ้นหลายเม็ด) แต่การมองไปยัง “ครอบครัว” ที่อยู่รอบข้างผมแล้ว หลายๆ ครั้งก็ทำให้ผมรู้สึกหายเหนื่อยไปได้เยอะแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มาช่วยผมทำงานที่อยู่ตรงหน้าก็ตาม

ความรู้สึกแบบนี้คือสิ่งที่มีค่ามากในการทำงานเลยทีเดียว

และมันก็ไม่แปลกที่เราจะรู้สึกใจหายที่จะต้องโบกมือลาใครสักคนที่ขอลงจากรถเพื่อไปตามทางของเขา เพราะมันก็เหมือนว่าส่วนหนึ่งของความสุขที่เราเคยมีนั้นหายไป

แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ความสุขเหล่านั้นไม่ได้หายไป มันยังอยู่ในใจของเราเสมอ อยู่ในทุกขณะที่เราหลับตาแล้วนึกถึงอดีตที่เราจดจำ

การลาจาก ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทุกๆ อย่าง การขอลงเดินไปในทางของตัวเองเป็นแค่การจากกันชั่วคราว เพราะเมื่อเราได้รู้จักกันแล้ว การเดินทางของพวกเราก็อาจจะได้พบกันอีกในภายภาคหน้าได้เสมอ สิ่งที่เราควรทำจึงไม่ใช่โศกเศร้า แต่คือการยินดีให้กับทุกคนที่เข้ามาและต้องร่ำลาจากไป เพราะทั้งเราและเขาก็ต้องก้าวกันต่อไป

ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ เราก็ยังก้าวกันต่อไป

จนกว่าจะพบกันใหม่…อีกครั้ง