หลังจากที่เมื่อวานผมโพสต์หนึ่งในบล็อคสำคัญที่สุดบล็อคหนึ่งของชีวิต ก็ได้รับการตอบรับอย่างเหลือเชื่อซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาแสดงความยินดีด้วยนะครับ (การจะตอบให้หมดทุกเมนต์ท่าทางจะเหนื่อยพอสมควร ^^”)

จากเรื่องราวน่ายินดีดังกล่าว มีหลายคนเข้ามาคุยกับผมด้วยประโยคว่า “ยินดีด้วยที่เจอคนที่ใช่” และนั่นก็ทำให้ผมคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา และขอเขียนตอนต่อ (มั้ง) จากบล็อคก่อนหน้านี้

เคยสงสัยไหมครับว่า “คนที่ใช่” คือใครกัน?

สำหรับหลายๆ คนแล้ว มักมีการตั้งเงื่อนไขต่างๆ นานาสำหรับการหาคนอีกคนมาอยู่เคียงข้าง ซึ่งก็มักมาจากเงื่อนไขทางชีวิตและทัศนคติ เช่นต้องจบการศึกษาเท่านี้ ทำงานเท่านั้น ที่บ้านเป็นอย่างนี้ รสนิยมเป็นอย่างนั้น ฯลฯ กลายเป็นเหมือน Checklist ที่เรียกว่าต้องคอยติ๊กถูกกันเลยก็ว่าได้

ผมนึกย้อนกลับไปสมัยเรียนปีหนึ่ง มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งมาสอนวิชาหนึ่งที่คณะ ท่านบอกว่าสมัยท่านเป็นฆารวาส ท่านออกตามหาคนที่ “ใช่” อยู่นานมาก เรียกว่าเดินทางไปทั่วโลกเลยก็ว่าได้ จนในสุดท้ายท่านก็เจอคนที่ “ใช่” จนได้ แต่แล้วท่านก็ไม่ได้คู่กับคนนั้น

ทำไมน่ะหรือครับ?

ก็เพราะคนๆ นั้นมองว่าท่านไม่ใช่ “คนที่ใช่” สำหรับเขา…

บางทีชีวิตคนเรามันก็แบบนี้แหละครับ เราตั้งเงื่อนไขบางอย่างให้ตัวเองเพื่อค้นหาอีกคน และทำให้เราคัดกรองคนหลายคนออกไป แต่เราก็ลืมคิดไปว่าเราเองก็ถูกคัดกรองเช่นกัน หลายคนมักพูดว่าอยากได้คนดีๆ เข้ามาในชีวิต อยากเจอแฟนนิสัยดี เอาใจเก่ง ซื่อสัตย์ต่อเรา

แต่ในทางปฏิบัติ คนที่พูดมักไม่ได้มองเลยว่าตัวเองทำตัวสมกับที่จะเจอ “คนที่ใช่” เลยหรือเปล่า บางครั้งก็ประหนึ่งว่าถ้าคนๆ นั้นมี ยังไงก็ต้องเลือกชั้นแน่นอน (จริงอ๊ะ?)

บางทีเราลืมมองไปว่า “คนที่ใช่” มันไม่ใช่สิ่งของหรือเสื้อผ้าที่วางอยู่บนชั้นสินค้าให้เราเลือกหยิบซื้อ หากแต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตซึ่งมีสิทธิ์ที่จะมองหาและเลือกเราได้เช่นกัน

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสะอึกกันเอาได้ง่ายๆ ว่า “คนที่ใช่” ที่ตัวเองมองหาอยู่นั้นอาจจะไม่ใช่แบบที่ตัวเองเคยคิดแล้วก็ได้ :P

นอกจากนี้แล้ว ผมเองก็เคยคิดว่าบรรดา Checklist ที่เราสร้างขึ้นมานั้น จริงๆ มันสำคัญมากพอจะคัดกรอง “คนที่ใช่” จริงๆ หรือเปล่า? บางทีมันอาจจะเป็นความคิดเพ้อฝันที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดภาพของ “สิ่งที่เราอยากได้” โดยไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เหมาะกับเราจริงหรือไม่

คนเรามักมีวิธีคิดง่ายๆ คือการอยู่อย่างให้มีความสุข ฉะนั้นการมองหาคนที่ใช่มักตกไปอยู่กับการใช้ตรรกะว่าขอให้เป็นคนแบบที่ฉันอยากได้ ฉันก็คงจะมีความสุขเป็นแน่ เราเลยเลือกมองหาคนที่เข้าข่ายแบบเดียวกับ Checklist ที่เราสร้าง แน่นอนว่าเมื่อเราได้ เราก็ย่อมมีความสุขเพราะเราได้สิ่งที่เราต้องการ เป็นหลักพื้นฐานของการสนองกิเลสนั่นแหละ

แต่ในความเป็นจริง การอยู่ร่วมกันกับคนที่ใช่มันมีอะไรมากกว่าการได้ฟินแค่เพียงการได้ครอบครอง เพราะมันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตต่างหาก

พุทธศาสนามักบอกเสมอว่าคนที่คู่กันควรจะมีความ “เท่ากัน” อยู่ กล่าวคือศีลเท่า ปัญญาเท่า จาคะเท่า ซึ่งผมว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญมากกว่าบรรดา Checklist ที่เราสร้างกันเสียอีก (ยกเว้นถ้าคุณจะเอาสามข้อนี้ไปเป็น Checklist น่ะนะ) เพราะพื้นฐานสามอย่างนี้คือพื้นฐานของตัวตนและสันดานของบุคคลเลยก็ว่าได้ ถ้าเราศีลเท่ากัน เราก็มองเห็นความดีแบบเดียวกัน คิดบนตรรกะใกล้เคียงกัน ที่สำคัญคือการมองเห็นความสุขด้วยวิถีเดียวกัน ปัญญาเท่าไม่ใช่หมายถึงว่าต้องจบปริญญาระดับเดียวกัน แต่คือการใช้สติและเหตุผลแบบเดียวกัน ขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายชีวิตแบบเดียวกัน

ถ้าแค่ทั้งหมดครบนี่ก็เรียกว่าทำให้ชีวิตที่เลือกมาอยู่เคียงคู่กันนั้น “เสมอกัน” หรืออาจจะมองว่า “ขนานกัน” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ไม่มีการขัดกัน ทับกัน เบี่ยงเบน หรือแตกหักออกจากกัน

แต่เอาเข้าจริงๆ หลายคนมองข้ามเรื่องเหล่านี้แล้วหันกลับไปที่ Checklist แบบเดิมดีกว่าเพราะน่าจะหาง่ายกว่าเป็นไหนๆ :P

ผมเองก็คงไม่อาจจะบอกได้หรอกครับว่าการมอง “คนที่ใช่” แบบไหนคือทางที่ถูก เพราะมันก็มีทั้งคนที่ได้พบกับความสุขและความทุกข์คละเคล้ากันไปตามธรรมชาติของโลก ที่ผมเล่าก็อาจจะเป็นมุมมองส่วนตัวของผมที่ผ่านอะไรมาบ้าง และสุดท้าย ผมก็เลือกที่จะมองในวิธีของผม

มันก็แค่นั้นแหละครับ