ผมเชื่อว่าในปัจจุบันหลายๆ คนต้องเคยมีการบ่นไม่มากก็น้อยถึงสภาพสังคมในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องปัญหาความเป็นอยู่ ปัญหาจริยธรรม วุฒิภาวะ การทะเลาะเบาะแว้ง คอรัปชั่น ฯลฯ

แค่เฉพาะในกรุ๊ปแชทบนโทรศัพท์มือถือผมก็เต็มไปด้วยคำบ่นต่างๆ นานาจากบรรดาเพื่อนทั้งหลาย

“สังคมมันแย่แล้ว” ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมีความคิดนี้อยู่ในใจมานาน

แต่คำถามคือแล้วไงต่อ?

เรื่องน่าแปลกคือเรารู้ว่าเรามีปัญหา แต่เราก็ไม่ยักลุกขึ้นมาแก้ไขหรือจะทำอะไรเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันเหมือนกับว่าเรายอมแพ้ให้กับปัญหาไปตั้งแต่ที่เรารู้สึกถึงการมีอยู่ของมันไปแล้ว

เราล้วนบ่นกันว่าปัญหาที่ทำให้ประเทศไทยล้าหลังคือการคอร์รัปชั่น เราก่นด่านักการเมือง ตำรวจ ทหาร ข้าราชการที่เอาเงินภาษีไปเผาผลาญโดยไม่ย้อนกลับมาพัฒนาประเทศ การฉ้อราษฏร์บังหลวง ใช้อำนาจเหนือกฏหมาย ฯลฯ

แต่ผมก็เห็นคนที่บ่นๆ บางคนนั้นพยายามหาทางหลบเลี่ยงภาษี หาทางเล่นเส้นสาย ยัดใต้โต๊ะ ยัดส่วยตำรวจ

มันน่าแปลกดีไหมล่ะครับ?

ผมเคยตั้งคำถามสนุกๆ คุยกับหลายคนที่มักบ่นว่า “ตำรวจแม่งแย่ว่ะ ตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์กัน กูเลยต้องยัดทุกครั้ง”

“อ้าว แล้วใครให้พวกมึงกินเหล้าแล้วขับรถล่ะ?”

น่าแปลกไหมครับ เรารู้กันดีว่ากฏหมายห้ามไม่ให้ขับรถขณะมึนเมา ห้ามไม่ให้โทรศัพท์ขณะขับรถ แต่เราก็ทำกันเป็นเรื่องปรกติโดยไม่แยแสกฏหมาย แถมยังไปด่าตำรวจที่ตั้งด่านจับคนทำผิดกฏหมายเสียอีก

นานๆ ไปมันเหมือนว่าเราเองต่างหากที่ไม่รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราไปโยนความรับผิดชอบให้กับคนอื่นที่เราสามารถมองว่าเป็น “แพะ” ให้กับความเน่าเฟะในสังคม

ประหนึ่งว่าถ้าขยะเต็มถนนเพราะว่าคนกวาดขยะไม่ยอมทำงาน แต่ไม่ได้มองว่าเราเองต่างหากเป็นคนที่ทิ้งขยะลงบนท้องถนนทั้งที่จริงๆ แล้วเขาห้ามทิ้ง

ในขณะเดียวกับที่เราบ่นไปนั้น เราก็มักหวังลมๆ แล้งๆ ว่ามันจะดีขึ้นด้วยปาฏิหารย์บางอย่าง (หวังว่า) ซึ่งดูแล้วมันก็คงไม่มีวันเกิดขึ้นเพราะคนก็เอาแต่นั่งหวัง ยืนหวัง นอนหวัง แต่ไม่ได้ลงมือทำอะไรที่เปลี่ยนจากความหวังให้กลายเป็นความจริงสักที

ผมว่าเรารู้กันดีว่าสังคมเราต้องการการเปลี่ยนแปลง เราอยากให้สังคมเราดีขึ้น เราอยากให้บ้านเมืองเราเป็นบ้านเมืองที่เจริญทั้งทางวัตถุและจิตใจเพื่อให้ลูกหลานเราโตมาในสังคมที่ดี แต่มันจะเกิดขึ้นไม่ได้หากเรายังย่ำอยู่กับที่ ถอยหลังเข้าคลอง…ไม่สิ เราอยู่กันในแม่น้ำแล้วต่างหาก!!

แล้วเราจะไปรอให้มันแก้ไขด้วยตัวเองหรือ หรือจะรอให้นักการเมืองที่เราก่นด่ากันมาแก้ไขให้?

เราจะรออะไร? จะรอทำไมในเมื่อเราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้?

ผมนึกถึงบทความที่อ่านสมัยเด็กเกี่ยวกับชายที่เดินหยิบปลาดาวที่มาเกยตื้นบนชายหาดกลับไปสู่ทะเล มีคนมองเขาประหลาดแล้วถามว่าทำไปทำไมเพราะปลาดาวเกยตื้นมันมีอยู่เต็มหาดและคงเก็บได้ไม่มีวันหมดหรอก

เขาหยิบปลาดาวตัวหนึ่งขึ้นมาแล้วตอบไปว่า “มันต่างกันที่ตัวนี้น่ะสิ”

ผมว่าสังคมไทยเราต้องการแบบนั้น เราต้องการการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อยสะสมไปเรื่อยๆ จะมากจะน้อยก็อีกเรื่องแต่เราต้องค่อยๆ เปลี่ยนแปลงและซ่อมแซมมัน ซึ่งคนที่ทำไม่ควรจะเป็นใครที่รับตำแหน่งซุปเปอร์แมนหรือเทวดาอะไรหรอกครับ แต่คือพวกเรากันเองนี่แหละ พวกเราที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมและเป็นฟันเฟืองหมุนส่งต่อกันไป

ถ้าเราอยากให้คนเคารพกฏหมาย เราก็ต้องทำตัวเคารพกฏหมายเองด้วย

ถ้าเราอยากให้คนขับรถถูกกฏจราจร เราก็ต้องขับรถให้ถูกกฏด้วย

ถ้าเราอยากให้คนเรามีนำ้ใจ เราก็ต้องมีน้ำใจกับคนอื่น

ถ้าเราอยากให้คนเรามีระเบียบ เราก็ต้องมีระเบียบด้วย

อย่าคาดหวังให้คนอื่นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าเรายังไม่ทำมันเลย

แน่นอนว่าการทำด้วยตัวเองเป็นเรื่องยากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีคนทำ “ไม่ดี” อยู่เยอะแถมอาจจะได้ดิบได้ดีจนทำให้คนทำดีต้องท้ออยู่พอสมควร แต่ถ้าเราล้มเลิกทำความดี หรือการสร้างความเปลี่ยนแปลงแล้ว มันก็จะไม่เหลือความดีอะไรไว้ต้านทานความไม่ดี

ซึ่งเราคงไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเป็นแน่