จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยมีการแลกเปลี่ยนกับคนรู้จักว่าอาชีพอะไรที่เป็น “ยากที่สุด” สำหรับคนอื่นๆ อาจจะพูดถึงอาชีพแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ หรืออะไรที่ต้องใช้ความเฉพาะทางเยอะมากๆ 

แต่ผมมักจะตอบคำถามนี้ว่า “ครู” ซึ่งหลายคนก็มักจะมองด้วยความสงสัย เนื่องจากในสายตาของเขานั้น คนเป็นครูอาจจะไม่รู้ว่าต้อง “เก่ง” มากมายอะไร แค่มีความรู้ระดับหนึ่งแล้วถ่ายทอดให้คนอื่นได้ ส่วนคนที่ได้ความรู้และไปต่อยอดจนประสบความสำเร็จนั้นดูจะยากกว่าเยอะ

สำหรับผมเอง ในฐานะของการเติบโตมาครอบครัวครู ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็เห็นพ่อและแม่สอนหนังสือมาโดยตลอด หลายๆ ครั้ง (แม้แต่ทุกวันนี้) บ้านของผมก็เป็นโรงเรียนสอนพิเศษที่มีพ่อแม่หลายคนพาลูกมาฝากฝังให้พ่อกับแม่ผมสอน “วิชา” ให้ และในขณะเดียวกันผมก็เห็นลูกศิษย์มากมายกลับมาหาพ่อแม่ผมอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะมาทักทาย หรือมาให้ความช่วยเหลือก็ตาม (ผมจำได้ว่าตอนกรุงเทพน้ำท่วมนั้น ก่อนที่ผมจะรู้ตัวอะไร บ้านของผมก็มีข้าวของพร้อมสรรพที่บรรดาลูกศิษย์เอาของมาให้แม่โดยไม่ต้องร้องขอ)

อาจจะจริงครับว่าการประกอบอาชีพครูนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก แค่สอนหนังสือตามตำรา ตรวจข้อสอบ แล้วก็รับเงินค่าจ้าง บ้างก็สอนพิเศษ มันก็ดูไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไรเลย แต่การเป็นครูที่ดี เป็นครูที่เคารพของลูกศิษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสิ่งนั้นไม่ได้ขึ้นจากสถานะและตำแหน่ง หากแต่เกิดความทุ่มเทและสิ่งที่ครูทำให้กับศิษย์จนรู้คุณค่าของสิ่งที่ครูสอนให้

ตัวผมเอง ผมมักพูดเสมอว่าผมไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ถ้าขาดครู ครูไม่ได้แค่ให้ความรู้ของผม แต่ครูให้วิชาชีวิตซึ่งให้ผมรู้ว่าชีวิตผมควรจะเดินไปอย่างไร ควรจะคิดและปฏิบัติอย่างไรในการใช้ชิวิตเพื่อจะประสบ “ความสำเร็จ” และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมเทิดทูนและเคารถครูบาอาจารย์ทุกคนมากๆ

ที่คณะอักษรศาสตร์ฯ จุฬาฯ เรามักมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับครูของพวกเราบ่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะคณะของพวกเราเป็นสายมนุษย์ศาสตร์ เราจึงมักสนิทและคุยกับครูมากกว่าวิชาที่เรียนในห้อง ยิ่งถ้าพวกเอกละครซึ่งแทบจะกินอยู่กับคณะ หลับนอนกันอยู่ในโปรดักชั่น ผมยังเคยพูดติดตลกเลยว่าช่วงนั้นเราอยู่กับครูมากกว่าพ่อแม่เราเสียอีก

และเอาจริงๆ ครูหลายคนในชีวิตผมก็ประหนึ่งพ่อแม่คนที่สองของผมจริงๆ นั่นแหละ

สำหรับผม ครูไม่ใช่แค่คนที่มาสอนหน้าห้องเรียนให้เราจดตามลงในสมุด ไม่ใช่คนที่มาปิ้งแผ่นใสให้เราหน้าห้อง แต่ครูคือคนที่สร้างให้เรามีวันนี้ เป็นแสงส่องทางให้เราเห็น “ทางชีวิต” ที่อยู่ตรงหน้า เป็นเหมือนประภาคารที่ริมฝั่งที่ส่องแสงให้เราเห็นเมื่ออยู่กลางทะเลที่มืดมิดเพื่อที่ให้เรารู้ว่าเราควรไปทางไหนเมื่อกำลังจะหลงทาง (หรือหลงทาง)

แน่นอนครับว่าการเป็นครูในแบบดังกล่าวน้ันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย มันต้องใช้ความพยายามและความทุ่มเทมากกว่าแค่การรู้สิ่งที่เขียนอยู่ในตำราสอน

A teacher has two jobs; fill young minds with knowledge, yes, but more important, give those minds a compass so that that knowledge doesn’t go to waste.

– Mr. Holland’s Opus

ก่อนจบบล็อกนี้ในวันครู ผมอยากฝากเรื่องหนึ่งไว้ มันเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ผมจะจดจำไปตลอดชีวิต

ผมเคยถามครูใหญ่ว่าในชีวิตของการเป็นครูนั้น อะไรคือความสุขที่สุดของครู วันที่ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง ได้รับรางวัลอย่างนั้นหรือ?

ครูใหญ่ตอบผมว่ามา การที่ลูกศิษย์ได้รับความสำเร็จนั้น ก็ประหนึ่งว่าครูได้ประสบความสำเร็จไปด้วยแน่นอนอยู่แล้ว แท้จริงแล้วสิ่งที่ศิษย์ทำได้นั้นก็เพราะตัวศิษย์เอง ครูเป็นเรือจ้างที่พาพวกเขาไปถึงฝั่ง (ซึ่งครูมักพูดติดตลกว่าครูเป็นเรือจ้างลำเล็กๆ อยู่เสมอแม้ว่าพวกเราจะมองว่าครูเป็นเรือเดินสมุทรขนาดมหึมาก็ตาม ^^)

แต่สิ่งที่ครูมีความสุขมากที่สุดคือการเห็นลูกศิษย์เป็น “คนดี” เพราะการเป็นคนดีนั้นมีค่ายิ่งกว่าการได้รับรางวัลหรือดำรงตำแหน่งอะไรทั้งหมด แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเด่นคนดัง แต่แค่เป็นคนดี เท่านั้นก็ทำให้ครูมีความสุขมากที่สุดแล้ว

ผมก็เชื่ออย่างนั้นแหละครับ