ผมมักถูกเพื่อนพูดแซวบ่อยๆ ว่า “มึงหาเวลาไหนทำงาน” หรือไม่ก็ “มึงเอาเวลาไหนไปอ่านเรื่องพวกนี้” ด้วยความที่ผมมักจะมีข้อมูลหรือรู้เรื่องหลายๆ อย่าง ทั้งแบบที่กำลังเป็นที่พูดถึง หรือข้อมูลเรื่องทั่วไป ขณะเดียวกันผมก็สามารถมีงานอื่นๆ อีกค่อนข้างเยอะ (นอกจากงานประจำที่เยอะแล้ว ผมยังอัพบล็อกแทบทุกวัน เขียนวิจารณ์หนังและละคร อ่านหนังสือ ทำรายการทีวี ฯลฯ)

คำถามว่าผมทำมันได้อย่างไร? ถ้าตอบแบบง่ายๆ คือผมเป็นคนทำอะไรค่อนข้างเร็วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การสร้างงานต่างๆ อย่างเช่นการปั่นบล็อก เขียนต้นฉบับ อ่านหนังสือ เลยทำได้เร็ว ใช้เวลาไม่เยอะมาก

ฟังดูเป็นเรื่องความสามารถเฉพาะตัวมากๆ แต่ความจริงแล้วยังมีปัจจัยเสริมอีกหลายอย่างที่คนธรรมดาทั่วไปก็สามารถทำได้ อย่างเช่นการรู้จักบริหารและใช้เวลาว่างเพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์

แน่นอนว่าหลายคนก็ต้องบ่นแน่ว่าทุกวันนี้งานเยอะแล้ว กว่าจะกลับบ้าน ทำโน่นทำนี่ ก็ไม่เหลือเวลาไปทำอะไรแล้ว จะเอาเวลาไปทำงานอดิเรกอย่างเขียนบล็อกหรืออ่านหนังสือกัน?

เชื่อเถอะครับว่ามันมี

ลองคิดทบทวนและลองจดบันทึกกันไหมครับ ว่าเราใช้เวลาในแต่ละวันทำอะไรบ้าง และในแต่ละอาทิตย์เราทำอะไรไปบ้าง สมัยก่อนนั้น ผมเคยลองนั่งจดๆ ดู ผมพบว่าผมใช้เวลาทำงานประจำในแต่ละวันประมาณวันละ 10 ชั่วโมง เดินทาง 2 ชั่วโมง กินข้าว 2 ชั่วโมง ดูรายการทีวี 3 ชั่วโมง ฯลฯ และพอดูตารางในรายอาทิตย์ ผมก็พบอีกว่าใช้เวลาเที่ยวกับสนุกกับเพื่อนอาทิตย์ละเกือบ 20 ชั่วโมง!? (ลองคิดง่ายๆ ว่าผมนัดเพื่อนตั้งแต่สองทุ่ม กลับบ้านตีสอง เที่ยวอย่างนี้ประมาณ 3 คืนต่ออาทิตย์ ไม่นับที่บางวันอยู่กันตั้งแต่บ่าย) 

และพอนับๆ ดูแล้ว เราอาจจะตกใจไม่น้อยว่าจริงๆ แล้วเราใช้เวลาหมดไปกับอะไรหลายๆ อย่างที่อาจจะ “ไม่จำเป็น” อย่างที่คิด

ในช่วงสามปีที่ผ่านมาซึ่งผมเลิกกินเหล้าและเลิกเที่ยวกลางคืน นั่นทำให้ผมได้เวลาช่วงตั้งแต่หนึ่งทุ่มเป็นต้นไปกลับมาในขณะที่ผมยังนอนเวลาเดิมอยู่ นั่นหมายความว่าในหนึ่งอาทิตย์ผมสามารถมีเวลาเพิ่มขึ้นได้กว่า 20 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน ถ้าผมตื่นเช้าขึ้นอีกวันละ 1 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าผมได้เวลาเพิ่มอาทิตย์ละตั้ง 7 ชั่วโมง

สำหรับตัวเลข 7 ชั่วโมงอาจจะฟังดูน้อย แต่เชื่อเถอะครับว่ามันคือ “ตั้ง 7 ชั่วโมง” ต่างหาก

เพราะใน 7 ชั่วโมง คุณสามารถอ่านหนังสือได้หลายเล่ม สามารถเขียนบล็อกหรือบทความได้หลายบทความ ดูหนังดีๆ ที่สะสมไว้ได้ 2 เรื่อง ฯลฯ ซึ่งของพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เพิ่มพูน “วัตถุดิบ” ให้ตัวคุณเลยทั้งนั้น

ฉะนั้น ลองกางกันมาดูสิครับ ว่าในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์นั้น คุณใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง และสิ่งที่คุณใช้มันไปนั้น เป็น “สิ่งที่ต้องทำ” “สิ่งที่ควรทำ” “สิ่งที่อยากทำ” หรือ “สิ่งที่ไม่ควรทำ” จากนั้นลองจัดลำดับความสำคัญดู บางทีคุณอาจจะหาเวลาเพิ่มได้จากการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป

แน่นอนว่าช่วงของการพิจารณาเวลาแต่ละช่วงนั้น เรามักจะเจอช่วงเวลาที่แอบ “เอนเอียง” อยู่บ่อยๆ เช่นการใช้เวลาไปสนุกกับเพื่อน หลายๆ คนอาจจะให้เป็น “สิ่งที่ต้องทำ” หรือ “สิ่งที่ควรทำ” เพราะคือการเข้าสังคม การปลดปล่อยความเครียด ฯลฯ แต่ในหลายๆ ครั้งเราอาจจะต้องไม่หลอกตัวเองในการตอบว่านั่นคือสิ่งที่ทำแล้วได้ประโยชน์จริงๆ หรือไม่ การไปเที่ยวอาจจะได้สนุกเฮฮา แต่อาจจะไม่ใช่ถึงขั้นจำเป็นหรือต้องถูกระบุลงไปในตารางทุกอาทิตย์ สุดท้ายมันอาจจะเป็นสิ่งที่อยากทำแต่ยังไม่ได้จำเป็นขนาดที่ต้องทำ และความเครียดที่เราอยากปลดปล่อยนั้น อาจจะถูกรักษาได้โดยวิธีอื่นที่ไม่ใช้เวลา (และเงิน) เท่านั้นก็ได้ (ในฐานะที่ผมเลิกเที่ยวมาสามปีแล้ว เชื่อเถอะฮะว่าผมสุขภาพจิตดี สงบสุข และความเครียดน้อยลงกว่าสมัยไปเที่ยวถึงเช้าเสียอีก)

นอกจากเรื่องการเลือกเวลาที่เราสามารถตัดหรือเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นได้แล้ว เรายังสามารถหาเวลาที่มาใช้ประโยชน์ “ระหว่างทาง” ได้อีก

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเวลาของการเดินทาง ที่หลายคนต้องอยู่บนท้องถนน บ้างก็อยู่ในรถไฟฟ้าที่ต้องใช้เวลากว่า 1-2 ชั่วโมงต่อวัน (บางคนอาจจะมากกว่านั้นเสียอีก) หลายคนใช้เวลาดังกล่าวฟังเพลง บ้างก็นั่งเฉยๆ มองคนที่อยู่ตรงข้าม

แต่จริงๆ เวลานั้นเป็นเวลาที่คุณสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ คุณสามารถอ่านหนังสือได้หลายหน้า อาจจะเป็นหนึ่งบทของนวนิยายที่คุณกำลังอ่านอยู่ก็ได้ หรือไม่ก็อ่านข่าวในบรรดา RSS Feed จากเว็บข่าวต่างๆ บน Smartphone / Tablet ก็ได้

ทุกวันนี้ผมเดินทางไปทำงานทุกเช้าด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน (ถ้ามีเหตุก็อาจจะแท๊กซี่) ซึ่งนั่นทำให้ผมมีเวลาอย่างน้อย 30 นาทีในการที่จะหยิบ iPad ขึ้นมาอ่านบรรดาบล็อกหรือบทความที่ผมเก็บไว้อ่านทีหลัง นั่นทำให้พอผมไปถึงที่ทำงาน ผมก็สามารถทำงานต่อได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลามาเช็คข่าวพวกนี้อีก บางครั้งผมก็ตรวจอีเมล์หลายฉบับพอให้รู้ว่าเข้าออฟฟิศไปจะเจออะไรเพื่อผมจะได้ไม่ต้องนั่งรอโหลดอีเมล์ในโน๊ตบุ้คอีกหลายสิบนาที ฯลฯ

บนช่วงเวลาแบบนี้ เราสามารถใช้เวลาในการทำอะไรได้อีกเยอะแทนที่จะปล่อยให้มันเสียเปล่าไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

เคยมีคนบอกผมว่าเคล็ดลับของผู้ชนะคือทำงานตอนที่คู่แข่งกำลังทำงาน และทำงานต่อในยามที่คู่แข่งกำลังหลับ ผมว่าเราคงไม่ต้องขนาดอดหลับอดนอนแต่อย่างใด แต่ถ้าเราอยากเป็นคนที่มีความรู้ ความรู้ก็คงไม่เดินมาหาเรา มีแต่เราที่ต้องวิ่งไปหามันโดยพยายามใช้เวลาของเราที่มีอยู่เพื่อเข้าถึงมันให้มากที่สุด ถ้าเราอยากทำงานให้มากขึ้น เราก็ต้องรู้จักหาเวลาให้มาทำมัน ไม่ใช่นั่งรอวันที่มันจะขยายขึ้นเอง การหาเวลามาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดก็เป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่จะทำให้คุณสามารถเติมชีวิตคุณด้วยอะไรหลายๆ อย่างมากกว่าแต่ก่อน และแน่นอนว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตคุณได้เยอะเลยทีเดียว

อ่อ…บล็อกที่คุณอ่านอยู่นี่ ผมกำลังพิมพ์ตอนอยู่บนรถไฟฟ้าระหว่างกลับจากทำงานนะครับ ^^