วันก่อนที่บริษัทของผมมีการตั้งคำถามว่าสิ่งใดจำเป็นและอยากให้มีเกิดขึ้นในบริษัท จู่ๆ ผมก็นึกถึง Exercise ในวิชา Acting 1 ของการเรียนศิลปะการละครขึ้นมา

Exercise นี้ว่าด้วยเรื่องของ Trust

และผมเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถประยุกต์และตอบโจทย์ในทุกๆ การทำงานที่ต้องร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นในโปรดักชั่น ในทีม หรือในองค์กรก็ตาม

คำว่าเชื่อใจนั้น อาจจะเป็นคำที่ฟังแล้วดูเข้าใจได้ง่าย ทุกคนเหมือนจะรับรู้ในสมองอยู่แล้วว่ามันคืออะไร แปลความหมายว่าอะไร แน่นอนว่าสำหรับนักแสดงหรือผู้เรียนการแสดงทุกคนก็เข้าใจเพราะเราได้ยินคำนี้มานักต่อนัก แต่สิ่งที่น่าคิดคือว่าเรา “รู้สึก” ถึงคำว่าเชื่อใจดีมากน้อยแค่ไหน

และเอาเข้าจริงๆ หลายคนอาจจะไม่เคยรู้สึกถึงคำว่าเชื่อใจเลยก็ได้

ผมนึกย้อนไปถึงประสบการณ์ช่วงที่ต้องเล่นละครเวที ความเชื่อใจถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทุกคน ทั้งนักแสดงและทีมงานคนอื่นๆ จำเป็นต้องมี เราจะรู้ดีว่าทุกคนต้องใช้สมาธิอย่างมาก เนื่องจากทุกอย่างเป็นการแสดงสดที่ไม่สามารถเกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้ เพราะนั่นหมายถึงการแสดงที่เกิดขึ้นอาจจะถึงขั้นต้องยกเลิกหรือล้มเหลวกันเลยทีเดียว ทุกคิวการแสดง ทุกบทสนทนา ทุกบล็อคกิ้งที่เกิดขึ้นต้องเกิดอยู่บนแผนที่มีการซักซ้อมจนแม่นยำแล้ว แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาทีมงานคนอื่นด้วย

บนการใช้สมาธิที่สูงมากนี้ เราทุกคนก็ต้องล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง นักแสดงต้องแสดงตามบทที่ตัวเองได้รับโดยไม่ว่อกแว่กหรือพะวงจนหลุดออกจากคาแร็คเตอร์ที่ตัวเองกำลังแสดงอยู่ ทีมงานหลังฉากต้องแม่นในคิวเทคนิคต่างๆ เพื่อให้การแสดงทุกอย่างเป็นไปโดยราบรื่น นั่นทำให้เราทุกคนต้องมีความเชื่อใจกันและกันมาก เชื่อว่าอีกคนจะเล่นตามคิว Stage จะทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ซ้อม อุปกรณ์ต่างๆ จะครบ เสื้อผ้าจะไม่มีชำรุด ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือความเชื่อใจระหว่างกันและกันว่าทุกคนจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ทำให้ตัวเราสามารถตั้งสติและจดจ่อกับสิ่งที่ทำโดยไม่ต้องมีกังวลใดๆ

เพราะหากเราไม่มีความเชื่อใจกันแล้ว เวลาอยู่บนเวทีเราก็คงไม่สามารถแสดงได้อย่างเต็มที่ ถ้าคู่ซ้อมเราไม่เล่นเหมือนเดิมสักรอบ เราก็คงไม่สามารถเล่น Combat Scene ที่มีคิวสลับซับซ้อนได้ และถ้าเราทำได้ไม่เต็มที่ การแสดงของเราก็คงจะไม่อาจเป็นงานที่ดีได้ ผู้ชมก็จะไม่รู้สึกร่วมไปกับการแสดง

เมื่อประกอบสิ่งต่างๆ เข้ามาด้วยกันนี้ จะเห็นได้ว่าความเชื่อใจหรือ Trust จึงเป็นสิ่งสำคัญเหลือเกินในการทำงานร่วมกัน

ผมมองย้อนกลับมาเรื่องการทำงานต่างๆ ผมว่า Trust ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นแม้กับการทำงานออฟฟิศ หรือการสร้างทีมงานร่วมกันในการทำอะไรสักอย่าง ลูกทีมต้องมีความเชื่อมั่นและเชื่อใจหัวหน้าทีมว่าจะนำทีมไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูก พร้อมกับมั่นใจว่าหัวหน้าทีมก็พร้อมจะปกป้องและเป็นธรรมกับลูกทีม ในขณะเดียวกัน หัวหน้าทีมก็ต้องเชื่อใจว่าลูกทีมเดินตามและพร้อมสนับสนุนแผนการที่เขาวางไว้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ไม่ใช่เป็นลูกทีมประเภทหันกลับมาแล้วนอนเอื่อยเฉื่อยหรือรอวันเลื่อยขาเก้าอี้

การทำงานร่วมกับทีมอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน แต่ละทีมต้องเชื่อใจกันและกันว่าอีกทีมก็กำลังทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพราะหากยังมานั่งกังขาหรือคอยเอาเท้าราน้ำ ไม่ก็ทะเลาะกันแล้ว การร่วมมือกันคงไม่นำทุกทีมไปสู่ข้างหน้าได้ คงมีแต่เกี่ยวรั้งกันจนวนอยู่กับที่หรือไม่ก็ไปได้อย่างเชื่องช้า

ผมยกตัวอย่างนี้ให้เห็นว่า การสร้างความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำให้เกิดขึ้นกับทั้งภายในทีมของตัวเองและข้างนอกทีมที่ต้องไปเกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าบางคนอาจจะไม่เคยรู้สึกถึงคำว่า “เชื่อใจ” เลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นการสร้างความเชื่อใจจึงเป็นเหมือนกึ่งๆ อุดมคติที่คนคิดว่าแทบจะสร้างขึ้นไม่ได้ในที่ทำงาน

จะว่าไปแล้ว หากมองทัศนคติดังกล่าวนั้น จะพบว่านั่นก็ออกไปในทางอคติเกินจริงอยู่เสียหน่อย

อันที่จริง การสร้างความเชื่อใจเกิดขึ้นได้ แต่ต้องมองพิจารณาให้ออกในหลายประเด็น เพราะการเกิด “พันธะเชื่อใจ” จำเป็นต้องมีสองฝ่ายที่กระทำบางอย่างพร้อมๆ กัน นั่นคือฝ่ายหนึ่งพร้อมจะเปิดและมอบใจให้กับอีกฝ่าย ในขณะที่อีกฝ่ายก็ต้องพร้อมที่จะรับใจที่ถูกหยิบยื่นให้ด้วย

คนหนึ่งยื่นให้ อีกคนหนึ่งพร้อมรับ สองอย่างนี้ต้องสอดรับกันพอดี จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

แต่ที่ผ่านมา เรามักเกิดขึ้นฝั่งเดียว และสุดท้ายก็กลายเป็นว่าความเชื่อใจนั้นล้มเหลว สร้างบาดแผลและทำให้คนรู้สึกอดติหนักไปกว่าเดิมเสีย

นั่นคงเป็นบทเรียนที่คงต้องฝากเอาไว้ให้คิดกันเวลาตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างความเชื่อใจกันเสียล่ะ

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ความเชื่อใจนั้นว่าเกิดขึ้นยากแล้ว การถูกทำลายก็แสนง่ายพอๆ กัน เพราะจิตใจมนุษย์นั่นถูกบั่นทอนและล่อลวงได้ง่าย ขณะเดียวกันก็มีความเข้าใจแบบผิดๆ ว่าพอเชื่อใจแล้วจะทำอะไรก็ได้ จะทำผิดอะไรนั้น อีกฝ่ายก็ยกโทษให้ได้ ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ทำลายความเชื่อใจมากนักต่อนัก เพราะเมื่อเกิดความเชื่อใจกันแล้ว สิ่งที่จำเป็นต่อมาคือการรักษาให้มั่นคงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยหล่อเลี้ยงความเชื่อใจนั้นคือการเสมอต้นเสมอปลาย จริงใจ และความสม่ำเสมอ จะขาดอะไรไปไม่ได้

เหมือนกับการมีมิตรสักคนแล้วไม่จริงใจกับมิตร ไม่ช้าก็เร็วมิตรก็จะหาย ไม่มีมิตรคนไหนทนอยู่โดยไร้ความจริงใจต่อกันได้

ฟังเหมือนเป็นเรื่องเข้าใจง่ายนะครับ แต่คนจำนวนมากก็ยังเผลอใจทำลายมิตรภาพและความเชื่อใจกันอยู่เรื่อยๆ

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ฝากลองให้คิดๆ ดูว่าวันนี้คุณทำงานโดยมีความเชื่อใจกับคนในทีมมากน้อยแค่ไหน คิดจะสร้างมันเพิ่มขึ้นไหม หรือมันถูกทำลายลงไปแล้ว?

หากคุณยังรู้สึกว่ามีความเชื่อใจอยู่กับใครบางคน ก็รักษามันไว้นะครับ เพราะถ้ามันถูกทำลายลงไปแล้ว ก็ยากเหลือเกินที่จะสร้างกลับขึ้นมาใหม่ได้ และส่วนมากสิ่งที่เกิดขึ้นคือความสัมพันธ์ที่จะไม่มีวันเหมือนเดิม บางคนต้องเปลี่ยนกลุ่ม เปลี่ยนงาน เพราะเมื่อไม่มีความเชื่อใจต่อกัน ก็คงไม่สามารถอยู่ร่วมกันหรือทำงานด้วยกันได้อีกต่อไป