วันก่อนใช้เวลาว่างนั่งดูหนังเรื่อง Kaiji 2 ซึ่งเป็นหนังว่าด้วยการพนันเชิงจิตวิทยาที่ต้องหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างกลุ่มพระเอกและตัวร้ายเพื่องัดกลเม็ดมาเอาชนะกันโดยมีเงินและชีวิตเป็นเดิมพัน

มีฉากหนึ่งที่ผมค่อนข้างชอบ (และน่าจะเป็นหนึ่งในแก่นสารหลักของเรื่อง) คือแม้พระเอกจะหมดตัวและดูไร้หนทางชนะ แต่ก็ยังมีพวกพ้องมาขอร่วมหัวจมท้าย เอาตัวเองมาร่วมเดิมพันด้วย ซึ่งนั่นต่างจากวิธีคิดของตัวร้ายที่มองว่าการจะประสบความสำเร็จหรือก้าวไปข้างหน้าได้นั้น จำเป็นต้องพลักและเบียดคนอื่นขึ้นไป ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราก็คงพอเดากันได้ว่าพระเอกกับพวกก็ชนะนั่นแหละนะครับ (ส่วนชนะยังไง ต้องไปดูในหนังกันนะฮะ)

อาจจะฟังดูมองโลกแง่ร้าย แต่ผมว่าเดี๋ยวนี้คนที่คิดเป็นแบบตัวร้ายก็ใช่ว่าน้อยนะครับ กับการตีค่าเพื่อนเป็นผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เป็นบันไดให้ตัวเองไปสู่ความสำเร็จ บ้างก็มองว่าเพื่อนเป็นคอนเนคชั่นในเรื่องของการงานและผลประโยชน์ ซึ่งก็จะไม่แปลกเลยที่คนเหล่านี้จะไม่เคยมองเห็นคุณค่าของเพื่อนหรือการเข้าใจคำว่ากัลยาณมิตร

มีคนพูดคำพูดหนึ่งไว้ที่น่าจะสอดคล้องกับเรื่องนี้ และผมว่าจริงมากๆ

“ถ้าจะหาแต่ connection คุณไม่มีวันได้พบเพื่อนแท้หรอก

-วลาดิเมียร์ วัดคอฟกี้-“

ใช่ครับ ผมว่า “เพื่อน” ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราหาผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ของเรา การตีค่าความเป็นเพื่อนจากการหวังผลประโยชน์ก็เท่ากับมองว่าเพื่อนไม่ต่างอะไรจากสินค้าที่ให้เราประเมินราคา ทั้งที่ความจริงแล้วเพื่อนและความเป็นมิตรเราได้จากพวกเขานั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตีค่าเป็นเม็ดเงินได้เลยด้วยซ้ำ

แต่อย่างว่าแหละครับ เราอยู่ในยุคของวัตถุนิยม ซึ่งผลประโยชน์ทำให้หลายๆ คนเอาเงินมาบังตาจนมองไม่เห็นอย่างอื่น คิดแต่จะตักตวงผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่ได้มองหรือสนใจคนอื่นๆ เลย ซึ่งมันไปกันไม่ได้กับคนที่มองว่าเพื่อนคือความสัมพันธ์ที่อยู่บนความบริสุทธิ์ใจ

ความจริงใจ ปรารถนาดี และน้ำใจที่มอบให้กันโดยไม่ได้หวังประโยชน์ อาจจะเป็นเรื่องที่แทบจะแปรเป็นผลประโยชน์ไม่ได้เลยเพราะไม่รู้จะตีให้มีมูลค่าอะไรเมื่อเทียบกับว่าคนๆ นี้สามารถทำให้เราได้โปรเจคธุรกิจ 10 ล้าน หรือคนนี้ช่วยเราทำงานจนได้รายได้ก้อนใหญ่

ก็อย่างว่าแหละครับ สำหรับหลายๆ คน พอมันตีค่าไม่ได้ มันก็เลยไม่มีค่า เพราะมันจับต้องอะไรไม่ได้ เห็นผลเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

ในตอนท้ายของหนัง Kaiji 2 ตัวละครหนึ่งมองพระเอกที่กำลังเฮฮากับเพื่อนแม้ว่าจะหมดตัว เขาพูดสั้นๆ ว่า

“นายคงไม่เป็นอะไรหรอกคาจิ ก็นายมีเพื่อนๆ อยู่แล้วนี่”

บางทีมูลค่าที่มองไม่เห็น อาจจะมหาศาลกว่าที่บางคนคิด

จริงไหมครับ?