ผมเคยเขียนบล็อคเรื่องนี้ไว้ครั้งหนึ่งใน Facebook แต่จู่ๆ วันนี้นึกถึง เลยขอเอามาเรียบเรียงใหม่และเล่าในมุมมองของช่วงที่ผ่านมาสักระยะหนึ่งแล้วกัน

เคยสงสัยไหมครับว่าความสำเร็จของเราอยู่ตรงไหน ณ จุดไหนคือวันที่เราจะเรียกตัวเองว่า “ประสบความสำเร็จ”

วันที่เราได้รับรางวัลเกียรติยศ? วันที่เราได้เงินเดือนสูง? วันที่เราได้ทำงานบริษัทใหญ่? วันที่เราได้เป็นเจ้าของกิจการ? วันที่ได้ถูกสัมภาษณ์ลงหนังสือ?

เราใช้อะไรมาเป็นมาตราฐานในการตัดสินว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว

แท้จริงแล้ว ถ้าเราพิจารณาดู ถ้าเราบอกว่าความสำเร็จคือวันที่เราได้รางวัลนี้ วันต่อมาเราก็อยากได้อีกรางวัลหนึ่งต่อ เป็นความสำเร็จอีกขั้น ถ้าเราตั้งว่าเราจะได้เงินเดือนเท่านี้ พอเราได้ เราก็อดมิวายที่จะชำเลืองเงินเดือนที่สูงขึ้น พร้อมกับกระหิ่มยิ้มย่องในวันที่มีคนเสนอเงินเดือนที่มากกว่า “ความสำเร็จ” ที่เคยทำได้

ในมุมหนึ่งแล้ว ความสำเร็จมันไม่เคยจบ มันไม่เคยหมดการเดินทาง มันมีเป้าหมายให้เดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักจบสิ้นจนบางทีเราอาจจะหยุดแล้วสงสัยว่า “เมื่อไรมันจะถึงปลายทาง”

เคยมีคนพูดเท่ห์ๆ ไว้ว่าเป้าหมายและการเดินทางต่างๆ นั้นไม่เคยสิ้นสุดจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเรา ซึ่งผมว่ามันก็มีส่วนจริงพอสมควร ตราบใดที่มนุษย์เรายังมีกิเลสที่กระหายความสำเร็จเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ

อาจจะฟังดูแย่ แต่คงไม่อาจปฏิเสธหรอกว่ามีการคิดแบบนี้กันจริงๆ ประเภทอยากได้เงินเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ สมัยทำงานแรกๆ ได้เงินเดือนหมื่นก็ดีใจ ทุกวันนี้เงินเดือนแสนก็ยังไม่พอใช้ สมัยก่อนซื้อรถขับได้ก็แทบจะฉลองกัน เดี๋ยวนี้มีรถผู้บริหารแล้วยังไม่พอใจ มีคอนโดก็อยากได้บ้าน มีนั่นก็อยากมีนี่ ได้เป็น Manager ก็อยากไปสู่ Director ได้เปิดบริษัทของตัวเองก็อยากบลา บลา บลา

คนเรามันอยากไปเรื่อยนั่นแหละครับ หรือว่าไม่จริง?

ในอีกมุมหนึ่ง ผมลองตั้งคำถามว่าคนเราต้องการความสำเร็จไปทำไม?

ผมเคยตอบคำถามนี้ว่าต้องการเอาเป็นเครื่องวัดว่าตัวเรามีคุณค่า ตัวเราสามารถสร้างความภาคภูมิใจได้

ความตอนด้านล่าง ผมตัดตอนมาจากบันทึกใน Facebook ที่ผมเขียนหลังจากได้รับรางวัลชมชยในการประกวดบทวิจารณ์ภาพยนต์และละครดีเด่นของกองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ ซึ่งถือเป็นรางวัลที่นักวิจารณ์รุ่นใหม่ล้วนอยากได้ (เพราะมีรางวัลเดียวประเทศไทยที่มอบให้กับการตัดสินบทวิจารณ์ และกรรมการเป็นระดับครูทั้งนั้น) ซึ่งในการได้รางวัลครั้งนั้นทำให้ผมได้ค้นพบบางอย่างที่ผมแชร์ให้รู้กัน

หลังจากได้รับแจ้งว่าได้รับรางวัลนี้ สิ่งแรกที่ผมทำคือการโทรไปหาครูใหญ่เพื่อบอกว่า “ครูครับ ผมได้รับรางวัลของหม่อมหลวงบุญเหลือในการประกวดบทวิจารณ์ภาพยนตร์และละคร….ผมอยากให้ครูภูมิใจกับสิ่งที่ผมทำได้ครับ”

ณ วินาทีนั้นไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าการอยากพิสูจน์ให้ครูรู้ว่าเราทำได้นะ เราทำได้อย่างที่ครูเคยสอนสั่ง อย่างที่ครูเคยพูดเสมอๆ

ทั้งหมดนั้นบางทีแค่อาจจะเพราะเราอยากให้ครูรู้ว่าเราเป็นคนที่มีคุณภาพนะ ไม่ใช่คนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อนะ (อย่างที่ตัวเองมักคิดว่าตัวเองไม่เก่งเอาเสียเลย ไม่สามารถสู้กับลูกศิษย์คนอื่นๆ ของครูได้เลย)

และก็อยากให้ครูรู้ว่า “ผมอยากให้ครูสามารถภูมิใจในตัวผมได้แล้วนะครับ” ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ

แต่คำพูดที่ครูตอบกลับมานั้นเป็นคำพูดง่ายๆ

“ครูภูมิใจในตัวแก่ตั้งแต่แก่เรียนกับครูแล้ว ครูภูมิใจในการที่แก่เป็นตัวแก่ เป็นคนที่รักดี มีคุณธรรม ตั้งใจและจริงใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ…”

เพียงคำพูดนี้เลยทำให้ผมน้ำตาไหลไม่หยุดพร้อมกับความรู้สึกที่เอ่อล้นออกจากมาก้นบึ้งของหัวใจ

ใช่…บางทีผมดิ้นรนค้นหาความหมายของการมีชีวิตมาตลอด หนึ่งในนั้นคือผมต้องการอะไรมาเป็นสิ่งที่บอกว่า “ผมเป็นคนดีแล้วนะ” “ผมทำได้แล้วนะ” แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นมันอยู่กับผมมาตลอดทั้งชีวิตในตัวตนที่ผมเป็น โดยไม่ต้องเอารางวัลอะไรมาเป็นเครื่องชี้วัดแม้แต่น้อย วินาทีนั้นแหละคือการที่ทำให้ผมได้พบความจริงบางอย่างที่มีค่ามากเหลือล้นกับชีวิต

สำหรับผม รางวัลและเกียรติที่ได้นั้น จากที่เคยเป็นเหมือนสิ่งที่ผมไล่ล่า ตอนนี้มันกลายเป็นเหมือนของที่เสริมเพิ่มมาในชีวิตภายในเสี้ยววินาทีเดียว มันทำให้ผมได้รู้ว่าคุณค่าของชีวิตจริงๆ นั้นอยู่ที่ไหนและเราควรจะมองชีวิตอย่างไรให้มีค่า

ขอบคุณครับครู ที่ทำให้รางวัลซึ่งเหมือนเคยยิ่งใหญ่ในสายตาของผมกลายเป็นส่วนประกอบของการเรียนรู้ชีวิตที่มหัศจรรย์เสียเหลือเกิน

ใช่ครับ เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ผมกลับมามอง “ความสำเร็จ” ในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม

ผมว่าสิ่งที่เราต้องตั้งคำถามให้ได้คือ “ความสำเร็จคืออะไร”

และความสำเร็จที่แท้จริง อาจจะไม่ใช่แค่ “ความสำเร็จทางด้านการงานอาชีพ” แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ความสำเร็จในการใช้ชีวิต”

ใช่ ผมว่าการประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตต่างหาก ที่น่าจะเป็นความสำเร็จที่แท้จริง และเราเองต่างหากที่ต้องหาคำตอบให้เจอว่าจะเอาอะไรมาเป็นเครื่องชี้วัด?

เราเลือกจะวัดความสำเร็จของชีวิตจากสิ่งที่ต้องดิ้นรนไขว่คว้าไปไม่สิ้นสุด

หรือจะให้ประสบความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นในตัวเราเอง และต่อยอดไปในทุกๆ จังหวะของชีวิต

เพราะถ้าเราสำเร็จในทุกขณะแล้ว การทำงานทุกอย่างของชีวิตเราก็ล้วน “สำเร็จ” ไปไม่มากก็น้อยในทันที

 

ภาพประกอบซื้อและดาวน์โหลดจาก Bigstockphoto