ช่างดูเป็นเรื่องตลกอยู่ไม่น้อยว่าในช่วงสองวันที่ผ่านมา ผมได้เจอเหตุการณ์ประเภท “มือถือสากปากถือศีล” “ว่าแต่เขาอินเหนาเป็นเอง” และ“ลักลั่นย้อนแย้ง” หลายครั้งโดยมิได้นัดหมาย ซึ่งเลยทำให้น่าคิดไม่น้อยว่าเรื่องแบบนี้กลายเป็นเรื่องปรกติไปในชีวิตประจำวันแล้วหรือเปล่า (แต่คงไม่ดีแน่ๆ ถ้าหากเป็นอย่างนั้น)

การพูดหรือสร้างสรรค์ตัวเองว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้นั้น ดูจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปรกติของโลกและเป็นธรรมชาติของมนุษย์ไปแล้ว เหมือนดั่งที่ราโชมอนบอกไว้ว่าคนเราก็พูดในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน และก็เห็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเห็น และยิ่งในโลกยุคดิจิตอลที่ทุกคนสามารถมีพื้นที่ในการพรีเซนต์ตัวเองได้แล้ว เราจึงเห็นคนพยายามพรีเซนต์ตัวเองกันมากขึ้น พยายามพูดในสิ่งที่กลายเป็น “ใบประกาศคุณสมบัติ” ของตัวเอง เช่นพูดเรื่องธรรมะ จะได้เป็นคนธรรมะธรรมโม พูดคำคมจะได้เป็นคนช่างคิดและลุ่มลึก พูดวิเคราะห์เรื่องโน้นนี้จะได้เป็นนักวิเคราะห์ ฯลฯ ซึ่งนับวันก็จะเห็นสารและคำพูดแบบนี้ออกมาในกระแสโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ก็ต้องบอกนิดนึงว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะจอมปลอมหรือเป็นการ “พยายาม” เพราะมันก็มีคนที่รู้และเข้าใจจริงๆ อยู่เหมือนกัน (ฉะนั้นอาจจะต้องวิเคราะห์และดูกันนิดนึง)

พอมีการ “พยายาม” มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แปลกที่เราก็มักเจอการพยายามสร้าง “โลกสวย” ขึ้นมาประดับให้ตัวเอง เพราะการมี “โลกสวย” ให้กับตัวเองนั้นก็ยิ่งทำให้คนชื่นชม ได้รับการนับถือ และอาจจะได้รับความชอบธรรมรวมทั้งสิทธิอื่นๆ ตามมาด้วย

แต่ที่น่าสนใจคือหลายๆ คนที่พยายามสร้างโลกสวยเหล่านี้ เกิดจากการลักจำ คิดเพียงเปลือก หรือไม่ปั้นแต่งขึ้นมาโดยที่ไม่ได้เข้าใจลึกลงไปในสิ่งที่ตัวเองพูด สอนคนอื่น หรือชวนเชิญคนอื่นแต่อย่างใด หนักข้อก็ชนิดว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ชวนเชิญให้คนอย่าทำอย่างโน้นอย่างนี้แต่เจ้าตัวกลับเป็นคนทำเสียเอง

ประหนึ่งว่าการที่ตัวเองเป็นคนตั้งกฏหรือตั้งธรรมเนียมอะไรมาแล้วนั้น ตัวเองมีสิทธิ์ที่จะแหกกฏได้ หรือไม่ก็แสร้งทำเป็นว่าไม่เคยรู้เห็นว่าตัวเองได้ทำอะไรไว้ในอดีต

โจ๊กซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผมคนหนึ่งเคยบอกว่า สิ่งที่เขาพูดกับเพื่อน สอนเพื่อน เพราะเขาได้ลองทำมาแล้ว อันไหนที่เขารู้แต่ยังไม่ได้ลอง หรือทำไม่ได้ เขาก็จะบอกเสมอว่าอันนั้นเขาคิดอย่างนั้น แต่ก็ยังทำไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้คนฟังรู้และเห็นภาพชัดว่าการสอนหรือตักเตือนนั้นน่าเชื่อถือหรือควรคิดวิเคราะห์แค่ไหน เพราะเขาก็ไม่อยากให้ใครเชื่ออะไรเขาหมดเพียงเพราะคำพูดเท่ห์ๆ เพียงอย่างเดียว

วันก่อนผมก็เพิ่งทวีตไปว่า การพูดคำพูดสละสลวย คำพูดเท่ห์ๆ คำคม เกิดจากการเสกสรรค์ปั้นแต่งด้วยทักษะการใช้ภาษาและจินตนาการ แต่มันอาจจะไม่ได้หมายความว่าผู้พูดนั้นๆ เป็นคนที่เข้าใจเรื่องที่พูดสักเท่าไรเพราะมันเป็นเปลือกที่เกิดจากการปรับแต่งด้วยภาษา หาใช่เกิดจากการตกผลึกทางความคิดและประสบการณ์เสมอไป การกระทำต่างหากที่แสดงออกตัวตนและแก่นแท้ของแต่ละคน

ที่น่าตลกคือนับวันเรายิ่งเจอคนประเภทปากกล้าขาสั่นหรือนั่งเลงคีย์บอร์ดกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ การละเลงความคิดหรือสร้างภาพตัวเองเป็นต่างๆ นานาบนโลกออนไลน์ดูจะกลายเป็นการสร้างความจริงอีกโลกขึ้นมาให้ตัวเองอยู่หรือไม่ก็ใช้มันหาประโยชน์ต่างๆ เช่นชื่อเสียง การยอมรับ ฯลฯ

ผมเคยเจอคนที่พูดเรื่องธรรมะธรรมโมดูน่าเชื่อถือ แต่ลับหลังก็เจ้าชู้ม่อผู้หญิง ผิดศีลข้อสามมาแต่ไกล บางคนชวนคนอย่าใช้ความรุนแรงหรืออย่ากล่าวว่าร้ายคนอื่น แต่ตัวเองก็ไปด่าและจิกกัดคนอื่น บางคนพูดคำคมดูเป็นนักคิดเชิงบวก เป็นผู้นำที่น่าทำงานด้วย แต่ตัวจริงเห็นแก่ตัวเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน ซึ่งมันก็ล้วนเป็นเรื่องตลกน่าขันอยู่ไม่น้อย

มนุษย์เราก็เป็นแบบนี้แหละครับ บางทีการตัดสินจากเปลือกภายนอกมันก็ไม่เพียงพอที่เราจะบอกได้ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร เราเห็นคนเขียนหนังสือดีอาจจะไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนดีตามหนังสือที่เขาเขียน เราเห็นเขาเป็นคนพูดดีก็อาจจะไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่เขาพูด การเหมารวมจากข้อมูลที่เป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” อาจจะนำไปสู่การเข้าใจผิดมหาศาลเลยก็เป็นได้

และเราก็คงไม่อยากเห็นบ้านเมืองเราเต็มไปด้วยพวก “โลกสวย” แต่ข้างในกลวงโบ๋กันหรอกนะครับ