เมื่อสักเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสไปดูการแสดง “Oxygen” ของกลุ่ม B-Floor ซึ่งเป็นการแสดงแบบ Physical Theatre ในการนำเสนอแนวคิดต่างๆ ของผู้กำกับ

หนึ่งในประเด็นที่ผมค่อนข้างชอบและเก็บกลับมาคือการมองว่า “ความคิด” ก็เปรียบได้เสมือนกับ “อากาศ” ที่เราต้องสูดเข้าไปเพื่อดำรงชีวิต ซึ่งความคิดก็ล้วนล่องลอยอยู่รอบๆ ตัวเรา อาจจะมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่ก็มีอยู่รอบๆ และให้เราต้องสูดเข้าไป จะเกิดอะไรขึ้นถ้าความคิดเหล่านี้ไม่ได้เป็นความคิดที่บริสุทธิ์? มันจะทำให้เราป่วยเหมือนกับที่เราสูดอากาศที่เป็นมลพิษหรือไม่?

ผมว่าประเด็นความคิดนี้น่าสนใจไม่น้อยโดยเฉพาะในยุคที่สังคมไทยกำลังตื่นเต้นและบูมอย่างสุดๆ ของ Social Media ที่ใครๆ ก็สามารถสร้างสื่อในการเผยแพร่ความคิดตัวเองออกมาได้

มันน่าคิดไม่น้อยว่าทุกวันนี้ “อากาศ” ที่เราทุกคนสูดเข้าไปในทุกๆ วันนั้น “สะอาด” หรือไม่ และถ้ามันเป็นอากาศที่สกปรก ผสมปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคล่ะ มันจะทำให้เราป่วยและมีอันตรายไหม

ผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่าคิดจริงๆ นะ

ทุกๆ วันนี้ เราคงจะเห็นกันดีกว่าทุกๆ คนเปลี่ยนจากการเป็นคนคอยสูด“อากาศ” มาเป็นคนที่ปล่อยอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนมีเครื่องมือในการปล่อยอากาศของตัวเอง จะเครื่องเล็ก เครื่องน้อย ก็แล้วแต่กำลังและความสามารถ อากาศที่ออกมาก็ล้วนแตกต่างกันไปตามตัวตนของแต่ละคน

อันที่จริงแต่ก่อนเราก็อาจจะปล่อยอากาศของตัวเองออกมากันอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ปล่อยออกมาให้คนในสังคมได้หายใจเข้าไปนัก เพราะอากาศของเราอยู่ในวงแคบ อาจจะมีการหายใจกันในหมู่เพื่อนหรือครอบครัวเท่านั้น แต่ในวันนี้การปล่อยอากาศของแต่ละคนสามารถลอยไปไกลทั่วโลกได้แบบไร้ขอบเขต คนทั่วไปไม่จำกัดอายุ จำกัดเพศก็สามารถสูดเอาอากาศเหล่านี้เข้าไปได้

หนักๆ เข้า บางคนเปลี่ยนจากเป็นแค่คนมาเป็นโรงงานปล่อยอากาศเลยก็มี

หลายคนอาจจะมองว่าคงเป็นเรื่องดีที่เรามีทางเลือกในการสูดอากาศมากขึ้น มีอากาศหลายแบบให้ได้หายใจเข้าไปแทนที่จะเป็นอากาศแบบเดิมๆ ที่เหมือนถูกบังคับให้หายใจ

แต่จริงหรือว่าอากาศแบบใหม่นั้นดีกว่าแบบเดิม?

เราแน่ใจจริงๆ หรือว่าอากาศแบบใหม่ที่ถูกปล่อยออกมาให้ลอยล่องรอบตัวเรานั้นเป็น “อากาศดี” ที่หายใจเข้าไปแล้วเป็นประโยชน์โดยไม่มีโทษ? ถ้าเกิดมีใครสักคนปล่อยอากาศที่เป็นพิษออกมาทำให้อากาศที่ดีกลายเป็นปนเปื้อน คนที่หายใจเข้าไปก็คงต้องป่วยในไม่ช้า แต่เมื่อคนป่วยปล่อยอากาศออกมาอีก มันก็ไม่ต่างจากโรคติดต่อที่กระจายต่อไปเรื่อยๆ

ถึงตอนนั้นเราทั้งสังคมอาจจะป่วยโดยไม่รู้ตัวไปแล้วก็ได้

ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าในสถานการณ์แบบนี้นั้น เราควรจะทำอย่างไร เราจะเฝ้ามองให้นับวันมีอากาศต้องปนเปื้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่แก้ไขหรือหาวิธีฟอกมันเลยหรือไม่? เด็กและเยาวชนที่โตขึ้นมาจะเป็นอย่างไรถ้าต้องสูดอากาศแบบนี้เข้าไป เขาจะมีภูมิต้านทานพอที่จะป้องกันเชื้อโรคที่ถูกปนอยู่ในอากาศที่หายใจเข้าไปหรือเปล่า

สำหรับบางคน อาจจะบอกว่าอากาศที่แต่ละคนปล่อยออกมานั้นเป็นทางเลือกที่ใครจะหายใจอะไรเข้าไป แต่จริงๆ แล้วผมว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย อากาศที่ถูกปล่อยออกมามันก็ลอยล่องอยู่รอบๆ ตัวเราและทำให้หลายคนสูดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว บางคนอาจจะเอะใจเมื่อเกิดการระคายเคืองบ้าง แต่บางคนอาจจะไม่รู้ตัวแม้กระทั่งว่าป่วยไปแล้วก็ตาม

ผมเชื่อเสมอว่าถ้าเราจะสร้างสังคมที่ดี สังคมที่แข็งแรงได้นั้น เราต้องการอากาศที่ดี อากาศที่เราหายใจเข้าไปแล้วปลอดภัย ทำให้เราแข็งแรง ฉะนั้นสิ่งที่สังคมต้องการคือการให้มีคนสร้างอากาศดีๆ เข้าไปเยอะๆ และทำให้การปล่อยมลพิษน้อยลงที่สุด ไม่ใช่การบอกว่าให้มีการปล่อยได้แล้วแค่ทำพวกเพิกเฉยหรือไม่แยแสมัน เพราะตราบใดที่ยังมีการปล่อยมลพิษออกมา ก็แสดงว่าสามารถนำไปสู่อันตรายกับคนที่หายใจเข้าไปอยู่วันยังค่ำ

บางที เราควรรีบแก้ไขให้อากาศที่เราหายใจกันเข้าไปทุกวันนี้กลับมาบริสุทธ์และทำให้เราแข็งแรง ก่อนที่เราจะละเลยและปล่อยให้อากาศที่เคยดีกลายเป็นมลพิษจนสายเกินแก้

ถึงวันนั้น ไม่ใช่แค่เราที่ป่วย แต่ลูกหลานของเราก็อาจจะไม่มีโอกาสได้สูดหายใจอากาศดีๆ อีกเลยก็ได้

 

รูปประกอบซื้อและดาว์นโหลดจาก BigStockPhoto