วันก่อนผมเจอหนังสือ Happiness Is . . .: 500 things to be happy about  โดยบังเอิญที่ร้านหนังสือและเลือกจะหยิบติดมือมาเพราะความน่าสนใจของมัน ความน่าสนใจคือหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีคำอธิบายหรือการวิเคราะห์ว่าความสุขคืออะไร ทำอย่างไรถึงจะมีความสุขแบบที่หนังสือ Self-Help ปรกติ (หรือแม้แต่ที่ผมเขียนในบล็อกบ่อยๆ) เขาทำกัน

แต่ในทางกลับกัน หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงรูปวาดน่ารักๆ กับกิจกรรมต่างๆ กว่า 500 อย่างที่คนเขียนนิยามไว้ว่ามันคือ “ความสุข”

10917066_10152625295991161_3868523989212087158_n71fVHSIRwYL

 

ฟังดูอาจจะตลกๆ และดูจะคุ้มค่าอะไรกับการซื้อหนังสือที่เนื้อหาแทบจะไม่มีอะไรเลย แต่ผมว่าหนังสือเล่มนี้ชวนผมคิดได้มากทีเดียว และทุกวันนี้มันเป็นหนังสือที่ผมหยิบมาเปิดดูเรื่อยๆ ก่อนนอน

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดขึ้นได้จากการเปิดหนังสือเล่มนี้คือเวลาเราพูดถึงความสุข เรามักพยายามหานิยามต่างๆ มากมายมาอธิบายมัน พยายามวิเคราะห์และหาวิธีการต่างๆ เพื่อไปสู่ความสุข แต่แท้จริงแล้ว ความสุขมันอาจจะอยู่รอบๆ ตัวเรา และเผลอๆ เราทำมันอยู่ในทุกๆ วันก็ได้

หนังสือ Happiness is ก็เป็นอะไรอย่างนั้น มันไม่ได้พูดเรื่องที่สูงส่ง หลักปรัชญาอะไร แต่มันฉุกให้เราคิดว่าจริงๆ แล้วความสุขเกิดขึ้นได้กับกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน เช่นตื่นเช้า เข้าห้องสมุด มีเพื่อนดีๆ หรือกิจกรรมแปลกๆ หรือเรื่องบังเอิญที่เราอาจจะเจอได้ในแต่ละวัน

มันทำให้เรากลับมามองว่าแท้จริงแล้วความสุขอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร มันไม่ใช่การที่ต้องประสบความสำเร็จยิ่งได้ประเภทต้องได้เลื่อนขั้น ได้รับตำแหน่งสูงส่งหากแต่เป็นการที่คุณเลือกจะมองอะไรด้วยสายตาที่มองเห็นมันว่าเป็น “ความสุข” หรือเปล่า

และพอพูดถึงเรื่องนี้ มันทำให้ผมนึกถึงหนัง About Time ที่ในตอนท้ายๆ เรื่อง พระเอกของเราพูดถึงการใช้ชีวิตที่น่าคิดว่าแม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นเหมือนเดิมโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่มันอยู่ที่ตัวเราจะปล่อยตัวเองให้มีความสุขไปกับมันหรือเปล่า เราจะสนุกไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไหม หรือเราจะปล่อยให้มันผ่านไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัวจนเราลืมมองเห็นสิ่งสวยๆ งามๆ เหล่านั้นล่ะ

บล็อกวันนี้ผมอาจจะไม่ได้พูดอะไรเป็นหลักการมากนัก ผมว่าลึกๆ แล้วคนเราล้วนต้องการความสุขกัน แต่ด้วยคามคาดหวังหลายๆ ครั้งของเราทำให้เราตีกรอบและสร้างภาพความสุขในแบบที่ใหญ่เกินตัว หรือสูงเกินเอื้อม จนทำให้เรารู้สึกไปเองว่าเราไม่มีความสุขไปเสียนี่

ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว มันก็คงจะดีกว่าถ้าเราเปลี่ยนมุมมองมันเสียหน่อย มองเห็นว่าชีวิตเรายังมีอะไรดีๆ อยู่อีกเยอะ เช่นเรามีเพื่อนดีๆ ไว้พูดคุยด้วย เรายังมีข้าวให้กินอิ่ม ยังมีพ่อแม่ให้โทรหา ยังมีเตียงนอนให้เอนตัวหลับ ฯลฯ และเราก็ควรเลือกจะมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นแทนที่จะให้ความทุกข์จากเรื่องอื่นๆ มาบดบังสิ่งเหล่านี้ไป

และถ้าเราทำได้ ผมว่าเราจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะเลยล่ะครับ