วันก่อนผมเห็น wan-nam.com แชร์กระทู้ตัดพ้อของเจ้าของแฟนเพจที่บ่นทำนองว่าตัวเองมีเพจที่คนตามหลักแสนแต่ทำไมเวลาโพสต์ครั้งหนึ่งมีคนเห็นแค่หลักร้อยหลักพัน นี่เพราะ Facebook แกล้งกันใช่หรือไม่ หรือว่า Facebook ต้องการเงินโฆษณาจากเราหรืออย่างไร

อันที่จริงเรื่องนี้เป็นหนึ่งใน Topic ยอดฮิตประเภทได้ยินกันบ่อยอยู่เสมอในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่หลายๆ เพจเริ่มเจอปัญหา Organic ลดลงฮวบฮาบชนิดน่าใจหาย บางเพจเจอเหลือเพียง 2-3% หนักๆ เข้าก็ไม่ถึง 1% เลยก็มี

ฟังดูแล้ว มันก็เหมือนจะบอกว่า Facebook กลั่นแกล้งเจ้าของเพจเป็นแน่ แต่เอาจริงๆ ผมว่ามันก็ไม่ถึงขนาดนั้นเสียทีเดียว ถ้าเราลองมาวิเคราะห์ดูกันเสียหน่อยว่าทำไมเพจที่มีคนตามกันเป็นหมื่นเป็นแสนถึงมีคนเห็นโพสต์กันแค่หยิบมือกัน

1. คุณไม่ได้โพสต์คอนเทนต์คนเดียว

หลักการง่ายๆ ของ Facebook คือมันเหมือนหนังสือพิมพ์ส่วนตัวของแต่ละคนที่ Facebook จะคัดกรอง “เรื่องราว” ต่างๆ จากเครือข่ายของแต่ละคนมานำเสนอ แน่นอนว่าหน้าหนังสือพิมพ์นี้มีจำกัดในละครั้งของการแสดง (คนเราดูอัพเดทกันแต่ละครั้งไม่ได้เยอะมากหรอกครับ) และ Facebook ก็อยากให้ผู้ใช้ทุกคนรู้สึกดีในการเข้ามาอ่าน Facebook ของตัวเอง ฉะนั้น “เรื่องราว” ที่ว่านั้นคือการหยิบจากอัพเดทของ “ทุกอย่าง” ที่อยู่บนเครือข่ายของแต่ละผู้ใช้ ตั้งแต่เพื่อน กลุ่ม และทุกๆ เพจที่คนๆ นั้นไปกดไลค์

ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่านับวัน เราก็มีเพื่อนมากขึ้น ไปกดไลค์เพจมากขึ้น ไหนเพื่อนๆ แต่ละคนก็จะขยันอัพสเตตัสหรืออัพรูปขึ้นมาด้วย นั่นทำให้คอนเทนต์ที่เคยมีน้อยๆ กลายเป็นมากขึ้นมหาศาล และทุกอันก็ต้องพยายามเบียดเข้ามาแย่งพื้นที่บนหน้า Newsfeed ซึ่งแน่นอนว่า Facebook ในฐานะคนจัดระเบียบก็ต้องคัดสรรเรื่องราวที่ “คาดว่าคนจะชอบ” เป็นสำคัญก่อน ซึ่งนั่นก็วัดกันจากหลายๆ ปัจจัยเช่นความใกล้ชิด ปฏิสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ระยะเวลา ฯลฯ

ประเด็นที่ผมอยากให้มองคือวันนี้เรามีคอนเทนต์มากมายเกิดขึ้นบน Facebook และทุกอันก็ล้วนอยากถูกแสดงผลกันหมด แต่ในความจริงจะให้ทุกคนที่กดไลค์เพจเห็นกันหมดก็คงจะเป็นไปได้ยาก ยิ่งต้องไปเบียดกับคอนเทนต์อื่นๆ ที่ดูมีภาษีดีกว่าเช่นอัพเดทจากเพื่อน เพจฮาๆ ฯลฯ และนั่นทำให้พวกเพจสินค้าทั่วๆ ไปยากจะไปเบียดแข่งกับคนอื่นนั่นแหละ

2. คุณไปได้แฟนมาจากไหน

เราเคยอยู่ในยุคบ้าปั้มไลค์กันถล่มทลาย เรียกว่าใครมีเลขแฟนเยอะๆ ยิ่งดี แน่นอนว่าหลายๆ เพจเองก็เดินตามเกมนั้นด้วยวิธีต่างๆ นานา สิ่งที่ตามมาคือมีธุรกิจการเพิ่มไลค์ให้คนใช้บริการกัน ช่วงแรกหลายๆ เพจก็ดูยินดีเพราะฐานแฟนเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ความน่ากลัวอยู่ที่ว่าคนกลุ่มนั้นที่เข้ามาไม่ได้เป็น “กลุ่มเป้าหมาย” ที่ต้องการแต่อย่างใด

ทีนี้พอมาถึงเวลาจริงที่ต้องโพสต์คอนเทนต์แล้ว บรรดา Account ผีต่างๆ ก็ย่อมเป็นแค่ตัวเลขลอยๆ ที่ไม่ได้เห็นคอนเทนต์อะไรของเพจนั่นแหละ ยิ่งเพจไหนซื้อไลค์พวกนี้มาเยอะก็จะยิ่งกุมขมับกันได้เพราะท้ายที่สุดตัวเลขไลค์ที่เยอะจริงๆ อาจจะมีคนจริงๆ แค่หยิบมือก็ได้

หลายคนอาจจะแย้งว่าตัวเองได้ไลค์มาถูกต้องนะ ไม่ได้ซื้อไลค์ผี แต่เอาจริงๆ กระบวนการได้แฟนมาในวิธีอื่นก็มีจุดบอดไม่ต่างกัน เช่นถ้าซื้อโฆษณามา ก็ต้องถามว่าซื้อโฆษณาคนกลุ่มไหนมา หรือซื้อหว่านโดยไม่เลือกกลุ่มเป้าหมาย บางคนอาจจะบอกว่าทำแคมเปญมา นั่นก็ยิ่งแล้วใหญ่เพราะกลายเป็นว่าคนเข้ามาเพราะล่ารางวัลแล้วก็หมดความสนใจไป กดบล็อก กด Hide อะไรก็ว่ากันไป

เรื่องนี้เลยเป็นคำถามย้อนกลับไปเจ้าของเพจนั่นแหละว่าฐานแฟนหลักแสนที่ว่านั้นเอามาจากไหน

3. คุณโพสต์อะไรออกไป

สิ่งที่ต่อเนื่องจากกลุ่มแฟนก็คือคอนเทนต์ที่โพสต์ออกไป เพราะถ้าคอนเทนต์มัน “ไม่โดนใจ” หรือ “ตอบโจทย์” ของคนดู แน่นอนโพสต์เหล่านั้นก็จะถูกมองข้าม ไม่มีปฏิสัมพันธ์ และก็จะกลายเป็นว่า Facebook ประเมินว่าโพสต์นั้นไม่น่าจะเป็นที่สนใจของคนเล่น Facebook

เรื่องที่เรามักเห็นคือถ้าโพสต์ไหนมีคนมาปฏิสัมพันธ์เยอะ เช่นกดคลิกดูรูป กดไลค์ คอมเมนต์ กดแชร์ ก็จะมี Reach เพิ่มขึ้นตามมา (ซึ่งก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยาก)

มันก็เลยกลับมาว่าคอนเทนต์ที่เพจโพสต์ไปนั้นคืออะไร ดึงดูดให้คนสนใจไหม หรือทำให้คนมองแบบไร้แยแส และนับวันก็จะถูกประเมินว่าเพจมีแต่คอนเทนต์ที่คนไม่อยากอ่าน

4. คุณโพสต์กันตอนไหน

การโพสต์ผิดเวลาก็เป็นเรื่องที่ทำให้หลายๆ โพสต์เสียโอกาสอยู่เหมือนกัน เรื่องนี้ต้องกลับมาที่เจ้าของเพจจะมองให้ออกจากฐานแฟนที่มีอยู่ว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะดูคอนเทนต์กันเวลาไหน โพสต์ช่วงเวลาไหนที่มีโอกาสเห็นมากสุด

แม้แต่เพจของผมเอง มันก็มีช่วงเวลาของมันว่าช่วงไหนที่คนเห็นเยอะ ช่วงไหนคนเห็นน้อย และผมก็ต้องเอามาปรับกลยุทธ์ของการโพสต์คอนเทนต์ผมอยู่เรื่อยๆ

สิ่งสำคัญคือมันไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องโพสต์กี่โมง (ถ้าใครคุณว่ามีก็บอกเลยครับว่ามั่ว) เพราะท้ายที่สุดมันเป็นเรื่องฐานแฟนที่คุณมีว่าพวกเขามีพฤติกรรมอย่างไร ซึ่งฐานแฟนของคุณอาจจะมีพฤติกรรมต่างจากเพจอื่นๆ ด้วย และมันเป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องศึกษาและหารูปแบบในแบบของเพจคุณเอง อย่าได้ไปลอกใครเลย

5. คุณอย่าคาดหวังว่า Facebook จะให้ทุกอย่างฟรีๆ

ผมมักพูดติดตลกอยู่บ่อยๆ ว่า Facebook ก็เป็นบริษัทที่ต้องหากำไร และรายได้ของพวกเขาก็มาจากโฆษณาต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณจะทำธุรกิจบน Facebook ก็ต้องรู้จักลงทุนกับมันเหมือนกัน อย่าไปคิดว่ามันเป็นช่องทางฟรีที่คุณสามารถตักตวงประโยชน์จากมันได้เต็มที่

แน่นอนว่าคุณอาจจะเลือกไม่จ่ายเงินให้ Facebook ก็ได้ แต่นั่นก็หมายถึงคุณเสียโอกาสบางอย่างไปด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มขึ้น โอกาสที่จะสามารถสื่อสารในวงกว้างมากขึ้น โอกาสในการเพิ่มฐานคนติดตาม ฯลฯ ซึ่งการเพิ่มคนเห็นโพสต์เองก็เป็นหนึ่งในเรื่องนั้นแหละ

การเสียเงินอาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าของเพจหลายคนรู้สึกขยาดๆ แต่ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ กันอยู่แล้ว (เว้นแต่คุณจะเจ๋งมากประเภททำคอนเทนต์แล้วคนต้องตามดู ตามแชร์กันสนั่นน่ะนะ) ในทางกลับกัน ถ้าคุณฉลาดใช้เงินให้มีประสิทธิภาพแล้ว ผลตอบแทนมันอาจจะทำให้คุณลืมเรื่องที่คุณเสียเงินไปเลยก็ได้

 

จริงๆ เรื่อง Organic Reach นั้นมีอะไรที่คุยกันได้อีกเยอะ ข้างต้นเป็นแค่ข้อมูลเบื้องต้นที่ผมมักจะอธิบายเวลาคนเข้ามาถาม ไว้มีโอกาสจะหยิบมาเล่า อธิบาย รวมทั้งเทคนิคปรับกลยุทธ์ที่เจ้าของเพจควรรู้แล้วกันนะครับ