เข้าใจว่ายุคนี้ Video Content กลายเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงว่าเป็นประเภทของคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและมักถูกบอกให้ทำกันอยู่เสมอ แน่นอนว่าถ้าดูกันในแง่ Performance ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เราก็มักพบกันว่าคอนเทนต์แบบนี้ก็จะได้ตัวเลขต่างๆ ที่สูงอยู่พอสมควร

มันจึงไม่แปลกว่ายุคนี้ถึงกลายเป็นเทรนด์กันว่าเราต้องหันมาทำ Video Content กันมากขึ้นเรื่อยๆ

เอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะถ้าเราดูกันในเรื่องสื่อโฆษณาสมัยก่อนนั้น สื่อที่จะถูกยกว่าสร้าง Impact ให้กับผู้บริโภคสูงสุดก็ไม่พ้นตัว “หนังโฆษณา” ที่ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องทุ่มเงินและจ้างเอเยนซี่ จ้างโปรดักชั่นเฮ้าส์ทำหนังดีๆ ซึ่งถ้าหนังนั้นเล่าเรื่องที่ใช่และ “ปัง” ขึ้นมาล่ะก็ มันก็ย่อมสร้างผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมให้กับธุรกิจอยู่แล้ว

ตรงนี้หลายๆ คนอาจจะแย้งกันว่าเพราะหนังโฆษณาสมัยก่อนเวิร์คเพราะคนไม่มีอะไรดู เลยต้องดูหนังโฆษณากันเป็นธรรมดา แต่วันนี้คนมีตัวเลือกมากขึ้น มันก็อาจจะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

จุดนี้เองผมเลยขอแยกก่อนว่าเรายังไม่พูดถึงเรื่อง “หนังโฆษณา” ว่ากำลังเจอบริบทอะไรที่ทำให้ประสิทธิภาพของมันลดลง (เพราะเราก็ต้องคุยกันอีกยกใหญ่) แต่เรากำลังมองในเรื่องของการเป็น Video Content กันก่อนแล้วกัน ว่าทำไม Video Content ถึงเวิร์ค

คอนเทนต์ที่ดึงความสนใจ

ถ้าว่ากันแบบซื่อๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ Video Contnet มักจะได้ประสิทธิภาพดีนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องของ Algorithm บน Facebook / YouTube อะไร หากแต่เพราะลักษณะของตัวคอนเทนต์นั้นมีความน่าสนใจที่ต้องกับสัญชาติญาณของมนุษย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

อย่างแรกๆ ที่เราคงจะเห็นได้ชัดคือการที่ Video Content นั้นคือ “ภาพเคลื่อนไหว” ซึ่งมันจะดึงสายตาของคนดูคอนเทนต์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะมีการเคลื่อนไหวเมื่อไร เราจะโฟกัสความสนใจกับสิ่งเหล่านั้นก่อนโดยธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ Video Content จึงมีคุณสมบัติอันดีมากในการสร้าง Attention กับคนที่กำลังกวาดตาดูอะไรต่างๆ

คอนเทนต์ที่เล่าเรื่องได้เยอะ และคนมีโอกาสจำได้แยะ

เมื่อตัวคอนเทนต์สามารถดึงความสนใจของคนได้แล้ว สิ่งที่ตามต่อมาคือ Video Content นั้นเปิดพื้นที่ให้คนทำคอนเทนต์สามารถเล่าเรื่องต่างๆ ได้มากมาย เพราะเมื่อ “ความเคลื่อนไหว” ทำให้คนสนใจแล้ว การเล่าเรื่องในภาวะที่คนสนใจก็ย่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น แถมด้วยวีดีโอคอนเทนต์เป็นการเล่าโดยใช้ภาพเคลื่อนไหว ก็จะยิ่งจับความสนใจได้ดีขึ้น นานขึ้นเป็นธรรมดา

ผลที่เกิดขึ้นก็จะไม่แปลกที่เรื่องซึ่งเล่าผ่าน Video Content จะถูกจดจำได้เยอะ เพราะมันอยู่ในภาวะที่คน “สนใจ” นั่นเอง

ภาพ + เสียง

นอกจากนี้แล้ว ถ้าเราดูเรื่องของการทำวีดีโอคอนเทนต์ดีๆ นั้น จะเห็นว่ามันเป็นศิลปะอยู่เหมือนกันในการใช้ทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงเพื่อนเล่นกับประสาทสัมผัสของเรามากกว่าคอนเทนต์แบบอื่นๆ ที่อาจจะแค่ “ดู”​หรือแค่ “ฟัง” ซึ่งนั่นทำให้ประสิทธิภาพในการสื่อสารดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

แล้วทำไมมันถึงไม่เวิร์ค?

อย่างไรก็ตามนั้น มันก็ไม่ได้การันตีเสมอไปว่าทำ Video Content แล้วจะเวิร์คเสมอ เพราะปัจจัยที่เล่าไปนั้นเป็นเหมือนพื้นฐานที่หนุนให้ตัวคอนเทนต์มีโอกาสที่จะสื่อสารได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคอนเทนต์แบบอื่นๆ แต่ถ้าหากว่าตัวคอนเทนต์หรือเรื่องที่จะเล่านั้นไม่น่าสนใจ มันก็มีโอกาสที่คนจะละความสนใจกันได้ง่ายๆ เช่นกัน

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะการเสพคอนเทนต์แบบ Video นั้นเรียกได้ว่าต้องอาศัย “ความสนใจ” ที่ค่อนข้างจะเยอะ และนั่นทำให้เราใช้พลังงานในการเสพคอนเทนต์มากกว่าคอนเทนต์แบบอื่นๆ ที่อาจจะกวาดสายตา เสพแบบเร็วๆ ได้ (ซึ่งไม่เหนื่อยมาก) ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์อีกนั่นแหละว่าถ้าหากเรารู้สึกว่าเหนื่อยและยากในการเสพคอนเทนต์เมื่อไร เราก็จะเริ่มลดความสนใจ ละสายตาเอาได้ง่ายๆ เช่นกัน

ที่เล่ามาถึงตรงนี้ เป็นการเข้าใจกันแบบง่ายๆ ว่าทำไม Video Content ถึงมีโอกาสเวิร์คหรือสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสารได้ดีกว่าคอนเทนต์แบบอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันนั้นมันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่คนทำคอนเทนต์ก็ต้องระวังด้วยเช่นกันนั่นเองล่ะครับ