เวลาที่อายุเราเลยเข้าสู่เลขสามนำหน้า เรามักได้ยินคำถามบ่อยขึ้นเป็นเรื่องปรกติว่า

“เมื่อไรจะแต่งงาน”

ผมเชื่อว่าหลายคนที่อ่านบล็อคนี้อยู่ก็คงเจอมาไม่น้อย บางคนอาจจะเจอตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าเลขสามเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งบรรดาคนที่มีคนรักคบกันมานานแล้ว บางคนสี่ห้าปี บางคนเจ็ดปี ย่อมมิวายที่จะโดนคำถามเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ แต่หลายๆ ทีที่มักจะได้ยินคำตอบว่า

“เมื่อพร้อม”

แม้แต่ตัวผมเองก็ใช้คำตอบข้างต้นด้วยเหมือนกันในหลายๆ ที

และหลายๆ ครั้งที่ผมตอบไป ผมก็ตั้งคำถามเช่นเดียวกับที่หลายคนถามผมย้อนกลับว่า

“แล้วเมื่อไรจะพร้อม?”

อันที่จริง ก่อนที่เราจะไปหาคำตอบว่าเมื่อไรจะพร้อม บางทีเราอาจจะต้องตั้งคำถามก่อนหน้านั้นอีกว่า

“อะไรคือพร้อม”

ใช่ครับ ผมว่าหลายๆ คนก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่าพร้อมคือแค่ไหน และใช้เข็มอะไรมาวัดดี

สำหรับบางคน คำว่าพร้อมอาจจะหมายถึงการมีเงินถุงเงินถังประเภทให้อยู่กันได้สบาย ไม่ต้องกังวลว่าจะอดอยาก บ้างก็ต้องมีบ้านมีรถ มีทรัพย์สินมากพอที่จะเชื่อได้ว่าแต่งงานกันไปสบาย ไม่ต้องตกระกำลำบากกัน หรือบางคนอาจจะรู้สึกว่าได้ไปสนุกสนานกับชีวิตการเป็นโสดทางกฏหมายพอแล้ว และรู้สึกว่าพร้อมแล้วที่จะต้องใช้ชีวิตแบบที่มีอีกชีวิตอยู่ข้างๆ กันไป

เพราะต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าการมีสามี/ภรรยา มันก็ต่างจากการเป็นแฟนกันนะครับ ทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัว เวลาที่อยู่ด้วยกัน การเป็นแฟนกันอาจจะเจอกันบ้างไม่เจอกันบ้าง มีระยะห่าง เสาร์อาทิตย์ก็มาเจอกัน ว่างก็เจอ ไม่ว่างก็ไม่เจอ แต่พอเป็นสามีภรรยากัน ยังไงมันก็ต้องกลับบ้านไปเจอกัน นอนด้วยกัน (ยกเว้นว่าใครคนหนึ่งติดธุระหรือเดินทางไปก็อีกเรื่องหนึ่ง) เรียกได้ว่าชีวิตที่อาจจะเคยบอกว่า “มีอิสระ” กำลังกลายเป็นไม่มี

และนั่นทำให้หลายๆ คนอาจจะยังรู้สึก “ไม่พร้อม” เมื่อเจอเงื่อนไขต่างๆ

แต่บางครั้ง ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าจริงๆ การบอกว่า “พร้อมแล้ว” นั้น อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ คือการบอกตัวเองว่า “พอแล้ว”

ผมจำไม่ได้ว่าใครเล่าให้ฟัง แต่จำเนื้อหาได้ว่าเพลง “พอ” ของคุณบอย โกสิยพงษ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งเขาทำงานแล้วออกจากห้องอัด เจอภรรยาและลูกสาวของเขานอนอยู่ที่โซฟาด้านนอก แล้วเขาก็เกิดความคิดเลยว่าชีวิตนี้เขาเพียงพอแล้ว

ผมว่าโมเมนต์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกันง่ายๆ แต่พอเกิดขึ้นแล้วมันมีความหมายจริงๆ มันเหมือนว่าชีวิตเราไม่ต้องการอะไรที่ยุ่งยาก วุ่นวาย หรือต้องดิ้นรนอะไรไปมากกว่านี้เพราะสิ่งที่เรามีอยู่ตรงหน้านั้นเพียงพอที่จะทำให้เรา “มีความสุข” แล้ว

ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์เราทุกคนก็ล้วนพยายามหาความสุขให้ตัวเอง ใช้ชีวิตให้มีความสุขให้ได้ และนั่นทำให้เราต้องหาหนทางต่างๆ เติมเต็มความสุขให้ตัวเอง การมีคู่ชีวิตก็เป็นหนึ่งในความสุขเช่นกัน

แต่การมีความสุขจากการคบใครสักคน อาจจะเป็นความสุขที่ไม่ได้ยั่งยืนไปทุกครั้งอย่างที่หลายๆ คนรู้กันดี บางครั้งความสุขอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ บางครั้งเป็นความสุขแบบชั่วครั้งชั่วคราว บางครั้งก็เป็นความสุขแบบหลอกตัวเองไปวันๆ ซึ่งมันก็คงอยู่แล้วแต่ว่าคนเราจะเลือกความสุขแบบไหน และจะยอมอยู่กับมันได้นานแค่ไหน

ถ้าใครได้เจอความสุขที่มัน “พอ” แล้วจริงๆ ก็อาจจะได้พบโมเมนต์แบบที่คุณบอยฯ แกแต่งเพลงนั้นนั่นแหละ

อดีตเจ้านายและพี่ชายผมคนหนึ่ง (ที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานเร็วๆ นี้) เคยบอกผมไว้ว่าบางทีโมเมนต์ที่เราอยากแต่งงานหรือรู้สึกว่า “พอ” นั้นอาจจะมาง่ายกว่าที่เราคิด บางทีอาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ว่าทำไมเราต้องไปส่งแฟนทุกวัน ทำไมเราไม่กลับบ้านด้วยกัน ทำไมเราต้องแยกจากกัน อะไรทำนองนั้น

มันเหมือนกับโฆษณาธนาคารกรุงเทพที่เพิ่งฉายนั่นแหละฮะ เราเคยไปส่งแฟนทุกวันเพราะเราอยากอยู่ด้วยกันมากขึ้น มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่ความเบื่อหน่ายที่ต้องคอยไปส่ง แต่เป็นความรู้สึกเศร้าที่อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเราต้องมา “แค่ส่ง” ทำไมเราไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน กลับบ้านไปนอนเตียงเดียวกัน มองหน้ากันก่อนนอน และตื่นขึ้นมาเห็นหน้าเขาก่อนอย่างอื่น (ประหนึ่งเพลงใครสักคน ที่ประกอบหนังอารมณ์ อาถรรพ์ อาฆาตนั่นแหละ)

ฟังดูเลี่ยนๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันเป็นเรื่องจริง

ทำไมผมถึงรู้เหรอครับ?

ก็เพราะผมรู้สึกแบบนั้นแล้วน่ะสิ…..

 ————————————————————-

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าบล็อคนี้อะไรยังไงกันแน่ ผมบอกได้เลยครับว่าบล็อคนนี้ผมเขียนให้กับคนสองคน คนแรกคือคุณผู้ชมที่เข้ามาอ่านเพราะอยากรู้เรืื่องแต่งงาน (หรือหลงเข้ามาเพราะหัวเรื่องอะไรก็แล้วแต่)

แต่อีกคนหนึ่งคือคนที่ผมรัก และผมรู้ว่าเขาต้องมาอ่านบล็อคนี้แน่ๆ (หรือไม่ผมก็หน้าแตกกันนั่นแหละ)

————————————————————-

ชิง…เมื่อชิงอ่านบล็อคมาถึงบรรทัดนี้ พี่อยากให้รู้ว่าพี่เขียนบล็อคนี้เพราะความรู้สึกหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับสองวันก่อนหน้านี้

อย่างที่พี่บอก พี่ขอบคุณนะครับที่อยู่กับพี่มาตลอดสองปีกว่า ขอบคุณที่เลือกจะอยู่กับพี่แม้ว่าพี่จะเป็นคนไม่มีชื่อเสียง ไม่มีฐานะ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเมื่อเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน

และขอบคุณมากที่เข้าใจในตัวพี่และสิ่งที่พี่มอบให้ แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่หรือเลิศหรูแบบที่คนอื่นๆ มักทำกัน แต่มันก็เป็นสิ่งพี่ตั้งใจมอบให้ชิงเสมอมา

พี่ตัดสินใจเขียนบล็อคนี้ขึ้นในวันที่พี่ต้องเดินทางมาที่ปักกิ่ง วันที่พี่ต้องขึ้นเครื่องบินจากประเทศไทยมา วันที่ชิงเดินมาส่งพี่ขึ้นแท๊กซี่เพื่อไปสนามบิน

ความรู้สึกในวันนั้นมันเหมือนกับหลายๆ วันที่พี่เคยหยอกกับชิงว่าไม่อยากส่งชิงแล้ว กลับบ้านด้วยกันดีกว่า

ใช่…พี่รู้สึกกลัวที่จะต้องจากจากคนที่พี่รัก รู้สึกเศร้าที่ต้องห่างกันแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ ก็ตาม และนั่นทำให้พี่แน่ใจว่าพี่ไม่อยากให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพี่อยู่โดยไม่มีคนที่พี่รัก

อย่างที่พี่บอกที่โตเกียว ในสวนสาธารณะ ว่าการมีชิงอยู่ข้างๆ ถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุดของพี่

และพี่ว่านั่นคือ “พอแล้ว” สำหรับพี่

แต่งงานกันเถอะนะ :D