top of page

การแบ่งลูกค้าด้วย Demographic อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแต่อาจเพราะมันง่ายที่สุด เลยทำให้นักการตลาดยังใช้อยู่

35 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

วงการการตลาดพูดเรื่องการก้าวข้าม Demographic มานานแล้ว เรามีทั้ง Psychographic ที่พยายามเข้าใจทัศนคติและไลฟ์สไตล์ Behavioral Data ที่บอกว่าลูกค้าทำอะไรจริง First-party Data ที่ช่วยให้เห็นพฤติกรรมในระดับบุคคล ไปจนถึง Jobs to Be Done ที่พยายามทำความเข้าใจว่าลูกค้ากำลังพยายามแก้ปัญหาอะไรในชีวิต


แต่ลองเปิด Marketing Plan ของหลายองค์กรในวันนี้ เราก็ยังพบประโยคที่คุ้นเคย เช่น “กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้หญิง อายุ 25–34 ปี อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ รายได้ปานกลางถึงสูง”


เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะข้อจำกัดของ Demographic ไม่ใช่ความรู้ใหม่ นักการตลาดจำนวนมากรู้อยู่แล้วว่าอายุ เพศ รายได้ หรือสถานที่อยู่อาศัย ไม่ได้อธิบายว่าคนต้องการอะไรหรือทำไมจึงตัดสินใจซื้อ


คำถามจึงไม่ใช่ว่า Demographic ดีพอหรือไม่ แต่คือ ถ้าเรารู้มานานแล้วว่ามันไม่พอ ทำไมเรายังเลิกใช้มันไม่ได้


🔴 Demographic ไม่ได้อยู่รอดเพราะดีที่สุด แต่อาจเพราะง่ายที่สุด


ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ Demographic อาจไม่ใช่ความสามารถในการทำความเข้าใจลูกค้า แต่คือความสะดวกในการนำไปใช้งาน


ลองเปรียบเทียบลูกค้าสองกลุ่ม


“ผู้หญิงอายุ 25–34 ปีในกรุงเทพฯ”


กับ


“คนที่ชีวิตประจำวันคาดเดาไม่ได้ จึงยอมจ่ายเพิ่มเพื่อซื้อความสะดวกและลดสิ่งที่ต้องตัดสินใจ”


ประโยคหลังอาจบอกอะไรเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าได้มากกว่า แต่ทันทีที่ต้องนำไปทำงานจริง คำถามจำนวนมากจะตามมา คนกลุ่มนี้มีกี่คน อยู่ที่ไหน เราจะระบุตัวพวกเขาอย่างไร และจะซื้อ Media เพื่อเข้าถึงพวกเขาได้อย่างไร


ขณะที่ประโยคแรกสามารถนำไปประมาณขนาดตลาด ทำ Media Plan หรือกำหนด Target Audience ได้แทบจะทันที


โครงสร้างของเครื่องมือการตลาดเองก็รองรับวิธีคิดนี้ แพลตฟอร์มอย่าง Google Ads ยังคงมีการแบ่งและรายงาน Audience ตามอายุ เพศ สถานะการเป็นพ่อแม่ และรายได้ครัวเรือน แม้จะมีการแบ่งกลุ่มตามความสนใจ ความตั้งใจซื้อ และพฤติกรรมในรูปแบบอื่นด้วยก็ตาม


Demographic จึงมีคุณสมบัติที่สำคัญมากในโลกองค์กร นั่นคือ มันเดินทางได้ง่าย


ฝ่าย Marketing เข้าใจ Agency เข้าใจ Media Planner เข้าใจ Finance สามารถนำไปคำนวณต่อได้ และผู้บริหารเห็นแล้วพอนึกภาพออก ทุกคนอาจไม่ได้เข้าใจลูกค้าลึกขึ้น แต่ทุกคนสามารถทำงานต่อได้ทันที


และในองค์กร ความง่ายในการนำไปใช้งานบางครั้งมีค่ามากกว่าความลึกของ Insight


🔴 ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ “ระบุตัวได้” กลายเป็น “เข้าใจเขา”


ลองนึกถึงผู้หญิงสองคน อายุ 32 ปี อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และมีรายได้ใกล้เคียงกัน


ในฐานข้อมูล ทั้งสองคนอาจดูเหมือนเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกัน แต่คนหนึ่งอาจเลือกรถเพราะเพิ่งมีลูกและให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ขณะที่อีกคนเดินทางพบลูกค้าทุกวันและให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือทางอาชีพ


Demographic บอกเราได้ว่าคนสองคนนี้มีคุณลักษณะบางอย่างเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีเหตุผลในการซื้อเหมือนกัน


นี่คือความแตกต่างระหว่าง การรู้ว่าใครคือลูกค้า กับการรู้ว่าทำไมเขาจึงเป็นลูกค้า


ปัญหาจึงไม่ใช่การใช้ Demographic แต่คือการปล่อยให้ข้อมูลที่มีหน้าที่ “ระบุตัวคน” กลายเป็นข้อมูลที่เราใช้ “อธิบายคน”


เมื่อเราพูดว่า “คน Gen Z ชอบความสะดวก” หรือ “คนรายได้สูงให้ความสำคัญกับคุณภาพ” เรากำลังก้าวจากสิ่งที่ข้อมูลบอก ไปสู่สิ่งที่เราคาดเดาจากข้อมูลนั้น และยิ่งกลุ่มกว้างเท่าไร ความแตกต่างภายในกลุ่มก็ยิ่งถูกซ่อนมากขึ้นเท่านั้น


🔴 ถ้าข้อมูลแบบอื่นดีกว่า ทำไมเราไม่เปลี่ยนไปใช้มัน


คำตอบส่วนหนึ่งคือ ข้อมูลที่อธิบายลูกค้าได้ลึกกว่า มักมีต้นทุนในการสร้างและใช้งานสูงกว่า


การรู้ว่าลูกค้าอายุเท่าไรค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่การรู้ว่าเขากังวลเรื่องอะไร ให้คุณค่ากับอะไร หรือกำลังพยายามแก้ปัญหาอะไร อาจต้องอาศัยการสัมภาษณ์ Survey การทำ Research หรือการวิเคราะห์ข้อมูลหลายแหล่งร่วมกัน


Psychographic จึงอาจช่วยให้เราเข้าใจคนได้ดีขึ้น แต่หลายครั้งวัดยากและอัปเดตยาก ส่วน Behavioral Data มีข้อดีตรงที่สะท้อนสิ่งที่คนทำจริง แต่ธุรกิจก็ต้องมีข้อมูลมากพอ เชื่อมข้อมูลจากหลายจุดได้ และที่สำคัญคือต้องสามารถแปลพฤติกรรมเหล่านั้นกลับมาเป็นความหมายทางธุรกิจ


การมี Data มากขึ้นจึงไม่ได้ทำให้ Segmentation ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ


องค์กรอาจมีข้อมูลการซื้อ CRM เว็บไซต์ แอป และ Customer Research จำนวนมหาศาล แต่ถ้าข้อมูลเหล่านั้นอยู่คนละระบบ มีเจ้าของคนละทีม หรือไม่มีใครสามารถเชื่อมมันกลับมาเป็นภาพเดียวของลูกค้าได้ สุดท้าย “ผู้หญิง 25–34 ปี” ก็ยังเป็นคำตอบที่ง่ายกว่า


🔴 Segmentation จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ Customer Insight


นี่อาจเป็นเหตุผลที่ Demographic อยู่กับการตลาดมานานกว่าที่หลายคนคาด


เพราะการเปลี่ยนวิธีแบ่งลูกค้าไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนเพียงหนึ่ง Slide ใน Marketing Plan แต่หมายถึงการเปลี่ยนระบบที่อยู่รอบ Slide นั้นด้วย


ถ้าเราแบ่งลูกค้าตาม Need หรือ Occasion ฝ่าย Research ต้องรู้ว่าจะหา Insight อย่างไร ฝ่าย Media ต้องรู้ว่าจะเข้าถึงคนกลุ่มนั้นอย่างไร CRM ต้องสามารถระบุตัวคนเหล่านั้นได้ ทีม Creative ต้องเข้าใจว่าควรสื่อสารกับแต่ละกลุ่มอย่างไร และระบบ Measurement ต้องตอบได้ว่าวิธีแบ่งใหม่นี้สร้างผลลัพธ์จริงหรือไม่


ดังนั้น Segmentation ที่ดีกว่าในเชิงทฤษฎี อาจกลายเป็น Segmentation ที่ใช้งานไม่ได้ในเชิงปฏิบัติ หากส่วนอื่นขององค์กรยังไม่สามารถทำงานกับมันได้


ในมุมนี้ Demographic จึงไม่ได้อยู่รอดเพราะนักการตลาดไม่รู้ว่ามีทางเลือกที่ดีกว่า แต่อาจอยู่รอดเพราะ ระบบการตลาดทั้งระบบถูกสร้างมาให้ทำงานกับมันได้ง่ายกว่า


🔴 เราอาจไม่จำเป็นต้องเลิกใช้ Demographic


ทางออกจึงไม่ใช่การประกาศว่า Demographic ล้าสมัย แล้วเปลี่ยนทุกอย่างเป็น Psychographic หรือ Behavioral Segmentation


Demographic ยังมีประโยชน์กับคำถามหลายประเภท เช่น ตลาดมีขนาดประมาณเท่าไร ลูกค้ากระจุกตัวอยู่ที่ไหน ใครมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ หรือเราสามารถเข้าถึงกลุ่มใดผ่านช่องทางใดได้บ้าง


สิ่งที่ควรเปลี่ยนจึงไม่ใช่การเลิกใช้ Demographic แต่คือ การจำกัดประเภทของคำถามที่เราอนุญาตให้มันตอบ


เราอาจใช้ Demographic เพื่อตอบว่า “พวกเขาคือใคร” ใช้ Behavioral Data เพื่อตอบว่า “พวกเขากำลังทำอะไร” และใช้ Need, Motivation หรือ Jobs to Be Done เพื่อตอบว่า “ทำไมพวกเขาจึงทำเช่นนั้น”


ปัญหาเริ่มต้นเมื่อเราใช้ข้อมูลชุดแรกตอบทั้งสามคำถาม


เพราะ “ผู้หญิงอายุ 25–34 ปี รายได้ปานกลางถึงสูง” อาจเป็น Target Audience ที่สะดวกมากสำหรับการซื้อ Media แต่ยังไม่ใช่ Customer Insight ที่ดีพอสำหรับการสร้างสินค้า วาง Positioning หรืออธิบายว่าทำไมลูกค้าจึงควรเลือกเรา


บางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับการที่ Demographic ยังไม่หายไปจากการตลาด จึงไม่ใช่ว่านักการตลาดยังติดอยู่กับวิธีคิดแบบเก่า


แต่คือความจริงที่ว่า ในองค์กร สิ่งที่ง่ายต่อการวัด ง่ายต่อการอธิบาย และง่ายต่อการนำไปใช้ มักอยู่รอดได้นานกว่าสิ่งที่อธิบายความจริงได้ดีกว่า


และนี่อาจเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าการหา Segmentation Model ใหม่ เพราะคำถามที่แท้จริงไม่ใช่เพียงว่า “เราจะเข้าใจลูกค้าให้ลึกขึ้นได้อย่างไร”


แต่คือ เราจะสร้างองค์กรที่สามารถนำความเข้าใจที่ลึกขึ้นนั้นไปใช้ได้จริงอย่างไร

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page