คุณอาจไม่เล่นการเมือง แต่การเมืองยังเล่นกับคุณ

มีคนเก่งจำนวนไม่น้อยที่ภูมิใจกับประโยคว่า “ผมไม่เล่นการเมือง ผมทำงานของผมให้ดี เดี๋ยวผลงานก็พูดเอง”
จนวันหนึ่ง เมื่อมีการเลื่อนตำแหน่ง คนที่ได้กลับไม่ใช่เขา แต่เป็นอีกคนที่ผลงานอาจไม่ได้โดดเด่นกว่า เพียงแต่ผู้บริหารรู้จักมากกว่า มีคนสนับสนุนมากกว่า และสามารถทำให้คนสำคัญเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีกว่า
ปฏิกิริยาที่ตามมามักเป็น “เห็นไหม สุดท้ายองค์กรก็เลือกคนจากการเมือง ไม่ได้เลือกจากผลงาน”
แต่บางทีปัญหาอาจเริ่มตั้งแต่เราแยก “ผลงาน” กับ “การเมือง” ออกจากกันมากเกินไป
🔴 การเมืองไม่จำเป็นต้องแปลว่าเล่นพวก
คำว่า “การเมืองในองค์กร” มีภาพลบติดตัวอยู่มาก เรามักนึกถึงการประจบหัวหน้า แทงข้างหลัง ตั้งพรรคตั้งพวก หรือแย่งชิงผลประโยชน์ แต่ถ้ามองให้กว้างขึ้น การเมืองคือ การใช้อิทธิพลเพื่อทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ที่คนหลายคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน
องค์กรแทบทุกแห่งมีทรัพยากรจำกัด ตำแหน่งมีจำกัด งบประมาณมีจำกัด เวลาของผู้บริหารมีจำกัด แต่ละฝ่ายก็มีเป้าหมายและผลประโยชน์ที่อาจไม่ตรงกันทั้งหมด ดังนั้น ต่อให้ทุกคนเป็น “คนดี” การต่อรอง การสร้างแนวร่วม การโน้มน้าว และการจัดลำดับความสำคัญก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี
อำนาจจึงไม่ได้หายไปเพียงเพราะเราไม่อยากพูดถึงมัน และการเมืองก็ไม่ได้หายไปเพียงเพราะเราประกาศว่า “องค์กรเราไม่เล่นการเมือง”
คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ อำนาจในองค์กรนี้ไหลผ่านอะไร
🔴 ยิ่งกติกาไม่ชัด ความสัมพันธ์ยิ่งมีน้ำหนัก
สมมติองค์กรกำหนดชัดเจนว่าการเลื่อนตำแหน่งพิจารณาจากอะไร มีเกณฑ์อะไร ใครเป็นคนตัดสิน และมีหลักฐานอะไรประกอบ พื้นที่สำหรับการใช้อำนาจแบบไม่เป็นทางการก็จะลดลง
แต่ถ้าคำตอบคือ “ดูหลาย ๆ อย่าง” “ผู้ใหญ่จะพิจารณาเอง” หรือ “ต้องดูความเหมาะสมโดยรวม” สิ่งที่เกิดขึ้นคือช่องว่างระหว่าง กติกาที่เขียนไว้ กับ กติกาที่ใช้จริง
และอำนาจไม่เคยปล่อยให้ช่องว่างนั้นว่างอยู่
เมื่อเกณฑ์ไม่ชัด ความไว้ใจจะเข้ามาแทนข้อมูล ความคุ้นเคยจะเข้ามาแทนกระบวนการ และเครือข่ายจะเข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจมากขึ้น
นี่ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์เป็นสิ่งไม่ดี เพราะงานจำนวนมากเกิดขึ้นได้ก็เพราะความไว้ใจและความร่วมมือ แต่ยิ่งองค์กรพึ่งพาความสัมพันธ์มากกว่ากติกาที่ตรวจสอบได้มากเท่าไร คนที่เข้าใจเครือข่ายอำนาจก็ยิ่งได้เปรียบคนที่เชื่อว่า “ผลงานอย่างเดียวก็พอ”
🔴 ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า “ควรเล่นการเมืองไหม”
เพราะต่อให้คุณเลือกไม่เล่น คุณก็ยังอยู่ในระบบเดียวกัน
การไม่สร้างความสัมพันธ์ก็คือการตัดสินใจหนึ่ง การไม่เล่าให้ใครรู้ว่าทีมทำอะไรสำเร็จก็คือการตัดสินใจหนึ่ง การไม่เข้าไปอยู่ในวงสนทนาที่มีการกำหนดทิศทางก็มีผลต่ออำนาจของคุณเช่นกัน
คุณอาจไม่สนใจการเมือง แต่การเมืองยังมีผลต่อคุณได้
สิ่งสำคัญจึงเป็นการแยก การเมืองที่ดี ออกจาก การเมืองที่เลว
การสร้างความสัมพันธ์กับฝ่ายอื่นเพื่อให้งานข้ามทีมเดินได้ การทำให้ผู้บริหารเห็นผลงานของทีม การหาคนสนับสนุนไอเดียก่อนเข้าประชุม หรือการเข้าใจว่าใครมีอำนาจตัดสินใจจริง สิ่งเหล่านี้คือการใช้อิทธิพลเช่นกัน แต่ไม่จำเป็นต้องแลกกับการประจบ การแทงข้างหลัง หรือการเอาผลงานคนอื่นมาเป็นของตัวเอง
ในทางกลับกัน การกีดกันข้อมูล สร้างพรรคพวก ทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่ง หรือใช้อำนาจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองโดยทำร้ายองค์กร นั่นต่างหากคือการเมืองที่เป็นพิษ
เส้นแบ่งจึงไม่ใช่ “เล่นการเมือง” กับ “ไม่เล่นการเมือง” แต่คือ “เราใช้อิทธิพลอย่างไร และเพื่ออะไร”
🔴 แต่ละองค์กรมีระดับการเมืองไม่เท่ากัน
ในองค์กรที่ระบบค่อนข้างชัด ผลงานถูกวัดได้ การตัดสินใจโปร่งใส และผู้บริหารอธิบายเหตุผลได้ การเมืองยังมีอยู่ แต่มีพื้นที่จำกัด การสร้างความสัมพันธ์และทำให้งานมองเห็นจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตามปกติ
ในองค์กรที่กติกาคลุมเครือ การตัดสินใจขึ้นกับบุคคล และอำนาจจริงไม่ตรงกับโครงสร้างบนกระดาษ ทักษะในการอ่าน stakeholder สร้างพันธมิตร และเข้าใจว่าใครมีอิทธิพลต่อใครจะสำคัญขึ้นมาก
และในองค์กรที่การเมืองกลายเป็นพิษ ต่อให้คุณเล่นเกมเก่งขึ้นก็อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะเมื่อความอยู่รอดต้องแลกกับการทำสิ่งที่ขัดกับคุณค่าของตัวเอง คำถามอาจไม่ใช่ “จะเล่นอย่างไรให้ชนะ” แต่เป็น “เกมนี้ยังคุ้มที่จะเล่นหรือไม่”
🔴 คนเก่งจึงต้องเรียนรู้เรื่องอำนาจ โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนที่ตัวเองไม่ชอบ
คุณไม่จำเป็นต้องประจบใคร แต่ควรรู้ว่าใครคือคนที่มีผลต่อความสำเร็จของงาน คุณไม่จำเป็นต้องโอ้อวด แต่ควรทำให้ผลงานของทีมมองเห็นได้ คุณไม่จำเป็นต้องสร้างพรรคพวก แต่ควรสร้างพันธมิตรจากผลประโยชน์ร่วม และคุณไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่อง แต่ควรรู้ว่าเรื่องไหน หากคุณไม่พูด คนอื่นจะเป็นคนกำหนดความหมายแทนคุณ
สำหรับหัวหน้าและผู้บริหาร หน้าที่สำคัญยิ่งกว่าการบอกลูกน้องว่า “อย่าเล่นการเมือง” คือการลดพื้นที่ที่ทำให้การเมืองแบบเลวเติบโต ด้วยการทำให้เกณฑ์ตัดสินใจชัดขึ้น อธิบายเหตุผลได้ และทำให้อำนาจที่ใช้จริงใกล้เคียงกับกติกาที่ประกาศไว้ให้มากที่สุด
เพราะตราบใดที่ยังมีช่องว่างระหว่างสองสิ่งนี้ จะมีใครบางคนเข้าไปใช้อำนาจในช่องว่างนั้นเสมอ
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เราภูมิใจว่า “ผมไม่เล่นการเมือง ผมแค่ทำงานของผมให้ดี” อาจลองถามตัวเองเพิ่มอีกคำถามหนึ่งว่า
ความเงียบของเรากำลังปกป้องความเป็นมืออาชีพของเราอยู่จริง ๆ หรือกำลังปกป้องระบบที่ได้ประโยชน์จากการที่เราเงียบกันแน่



ความคิดเห็น