ทำงานโดยไม่มีกลยุทธ์ แปลว่าอะไร?

เวลาพูดว่าใครสักคน “ทำงานไม่มีกลยุทธ์” หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องของคนที่ทำงานด้าน Strategy, Business Development หรือ Marketing เท่านั้น เพราะคำว่า “กลยุทธ์” ฟังดูเหมือนเรื่องของการวางทิศทางธุรกิจ การแข่งขัน หรือการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง
แต่ความจริงแล้ว กลยุทธ์ไม่ใช่ชื่อฝ่าย ไม่ใช่ชื่อตำแหน่ง และไม่ใช่ประเภทของงาน แต่เป็นวิธีคิดในการทำงาน
คนที่อยู่ฝ่าย Strategy ก็สามารถทำงานแบบไม่มีกลยุทธ์ได้ ขณะที่ HR, Finance, IT, Operations, Sales หรือแม้แต่คนที่ทำงานธุรการ ก็สามารถทำงานอย่างมีกลยุทธ์ได้เช่นกัน
🔴 งานเยอะ ไม่ได้แปลว่ามีกลยุทธ์
การทำงานโดยไม่มีกลยุทธ์ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีแผน ไม่มี KPI หรือไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ตรงกันข้าม หลายทีมที่ไม่มีกลยุทธ์กลับมี Project เต็มไปหมด มี Roadmap ละเอียด มี KPI จำนวนมาก และประชุมติดตามงานกันแทบทุกสัปดาห์
ปัญหาคือ เมื่อถามว่า “ทำไมเราจึงเลือกทำสิ่งเหล่านี้ แทนที่จะทำอย่างอื่น?” กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
งานจำนวนมากเกิดขึ้นเพราะมีคนขอมา เพราะปีที่แล้วก็ทำ เพราะคู่แข่งกำลังทำ เพราะผู้บริหารสนใจ หรือเพราะมันเป็นสิ่งที่ดูสมเหตุสมผลในตัวเอง ทุกโครงการอาจมีเหตุผลรองรับ แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับไม่เห็นว่าองค์กรกำลังพยายามแก้ปัญหาอะไรเป็นพิเศษ
นี่คือความแตกต่างระหว่าง การมีแผน กับ การมีกลยุทธ์
แผนบอกว่าเราจะทำอะไร เมื่อไร และใครรับผิดชอบ ส่วนกลยุทธ์ตอบคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า ปัญหาสำคัญที่สุดคืออะไร เราจะเลือกจัดการมันอย่างไร และเพราะเหตุใดเราจึงยอมไม่ทำบางอย่าง เพื่อให้ทรัพยากรถูกทุ่มไปยังสิ่งที่สำคัญกว่า
🔴 ทุกงานสามารถทำแบบ “มีกลยุทธ์” ได้
ลองนึกถึงฝ่าย HR ที่ได้รับโจทย์ว่า “ปีนี้ต้องพัฒนาคนให้มากขึ้น”
วิธีทำงานแบบไม่มีกลยุทธ์อาจเริ่มจากการจัด Training เพิ่ม เปิดหลักสูตรใหม่ ซื้อ Learning Platform ทำ Leadership Program และกำหนดจำนวนชั่วโมงเรียนต่อคน ทุกอย่างดูเหมือนเป็นงานที่ดี และทุกอย่างก็สามารถวัดผลได้
แต่การทำงานแบบมีกลยุทธ์จะเริ่มจากคำถามว่า ปัญหาที่แท้จริงขององค์กรคืออะไร
ถ้าพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่พนักงานขาดความรู้ แต่อยู่ที่หัวหน้างานไม่สามารถสอนงานและให้ Feedback ได้ การทุ่มงบประมาณไปกับหลักสูตรจำนวนมากอาจไม่ใช่คำตอบ สิ่งที่ควรทำอาจเป็นการพัฒนาความสามารถของ Manager กลุ่มหนึ่ง เปลี่ยนวิธี Coaching หน้างาน และลดกิจกรรมการเรียนรู้บางอย่างลง
ความเป็นกลยุทธ์จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “งานนั้นดู Strategic แค่ไหน” แต่อยู่ที่ มีการวินิจฉัยปัญหา เลือกจุดที่จะทุ่มทรัพยากร และยอมแลกบางสิ่งเพื่อให้สิ่งที่เลือกมีโอกาสสำเร็จหรือไม่
หลักคิดเดียวกันใช้ได้กับแทบทุกงาน
ฝ่าย IT ที่รับทุก Requirement ตามคิว อาจทำงานโดยไม่มีกลยุทธ์ ขณะที่ทีม IT ที่มองเห็นว่าคอขวดสำคัญอยู่ตรงไหน แล้วเลือกทุ่มทรัพยากรแก้ระบบบางส่วนก่อน อาจกำลังคิดเชิงกลยุทธ์
ฝ่ายขายที่พยายามขายให้ลูกค้าทุกกลุ่มอาจไม่มีกลยุทธ์ ขณะที่ Sales คนหนึ่งเลือกทุ่มเวลาให้ลูกค้าบางประเภท เพราะเข้าใจว่าโอกาสปิดการขายและมูลค่าระยะยาวสูงกว่า ก็กำลังใช้วิธีคิดเชิงกลยุทธ์
แม้แต่คนที่ดูแลงาน Administration หากมองเห็นว่างานประเภทใดกินเวลาคนในทีมมากที่สุด แล้วเลือกออกแบบ Process ใหม่เพื่อกำจัดคอขวดนั้น ก็สามารถทำงานอย่างมีกลยุทธ์ได้เช่นกัน
🔴 หัวใจของกลยุทธ์คือ “การเลือก”
Michael Porter เคยอธิบายแก่นสำคัญของ Strategy ผ่านเรื่องของการเลือกและ Trade-off เพราะทรัพยากรทุกองค์กรมีจำกัด เราจึงไม่สามารถให้ทุกเรื่องสำคัญที่สุดพร้อมกันได้
Richard Rumelt ก็เสนอกรอบที่คล้ายกันในอีกมุมหนึ่งว่า กลยุทธ์ที่ดีเริ่มจากการวินิจฉัยความท้าทายสำคัญ ตามด้วยแนวทางในการรับมือ และชุดการกระทำที่สอดประสานกัน
ดังนั้น เวลาบอกว่าใคร “ทำงานไม่มีกลยุทธ์” สิ่งที่ควรถามไม่ใช่ว่าเขามี Strategy Deck หรือไม่ แต่คือ เขารู้หรือไม่ว่าปัญหาสำคัญที่กำลังพยายามแก้คืออะไร เลือกจะโฟกัสตรงไหน และรู้หรือไม่ว่าอะไรที่ไม่ควรทำ
เพราะอาการที่ชัดเจนที่สุดของการไม่มีกลยุทธ์ มักไม่ใช่การ “ไม่มีอะไรทำ” แต่มักเป็นตรงกันข้าม คือ มีทุกอย่างให้ทำ และทุกอย่างดูสำคัญไปหมด
เมื่อทุกอย่างสำคัญเท่ากัน เราก็ไม่จำเป็นต้องเลือก และเมื่อไม่ต้องเลือก สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือการบริหาร Task, Project และ Deadline ให้เดินหน้าต่อไป
นั่นอาจเป็นการบริหารงานที่ดีมาก แต่ยังไม่จำเป็นต้องเป็นการทำงานอย่างมีกลยุทธ์
ท้ายที่สุด Strategic Thinking จึงไม่ควรถูกจำกัดไว้กับคนที่มีคำว่า Strategy อยู่ในชื่อตำแหน่ง เพราะไม่ว่าเราจะทำงานอะไร คำถามสำคัญยังเหมือนกันเสมอ:
ปัญหาที่สำคัญจริง ๆ คืออะไร เราจะเลือกทุ่มทรัพยากรไปตรงไหน และเราจะยอมไม่ทำอะไร เพื่อให้สิ่งที่เลือกมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น
คนที่ตอบสามคำถามนี้ได้ อาจกำลังทำงานอย่างมีกลยุทธ์มากกว่าคนที่ทำงานอยู่ในฝ่าย Strategy เสียอีก



ความคิดเห็น