top of page

OKR ที่พังในองค์กรไทย เพราะเข้าใจผิดตั้งแต่แก่น

  • 29 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

หลายองค์กรประกาศใช้ OKR ด้วยความหวังว่าจะยกระดับการบริหารผลงานให้ทันสมัยขึ้น มีการจัดอบรม เปลี่ยนแบบฟอร์ม และซื้อซอฟต์แวร์มารองรับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนในองค์กรกลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยน นอกจากชื่อเรียกของเครื่องมือ เพราะสิ่งที่เรียกว่า OKR กลับถูกใช้งานเหมือน KPI ทุกประการ ตั้งเป้าต้นปี ติดตามรายไตรมาส แล้วนำผลลัพธ์ไปผูกกับการประเมินและโบนัส ผลลัพธ์ที่ตามมาคือพนักงานตั้งเป้าหมายที่ปลอดภัยกว่าเดิม หลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากกว่าเดิม และองค์กรก็ไม่ได้เห็นนวัตกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดหวัง


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ OKR ใช้ไม่ได้ แต่เกิดจากการเข้าใจผิดตั้งแต่หลักการว่า OKR คือ KPI เวอร์ชันใหม่ ทั้งที่ความจริงแล้ว เครื่องมือทั้งสองถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคนละประเภท


🔥 OKR เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการ “ขาดโฟกัส” ไม่ใช่การ “ขาดตัวชี้วัด”


หากย้อนกลับไปที่ต้นกำเนิด จะพบว่าแนวคิดนี้มีรากมาจาก Management by Objectives (MBO) ของ Peter Drucker ก่อนที่ Andy Grove จะพัฒนาต่อยอดที่ Intel เพื่อรับมือกับความซับซ้อนขององค์กรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ Grove พยายามแก้ไม่ใช่ปัญหาว่าองค์กรวัดผลไม่ได้ แต่คือการทำให้ทุกคนในองค์กรมุ่งความสนใจไปยังเป้าหมายเดียวกันในช่วงเวลาที่ทรัพยากรมีจำกัด


ต่อมา John Doerr นำแนวคิดนี้ไปใช้ที่ Google จน OKR กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือบริหารที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก แต่สาระสำคัญของมันแทบไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือการทำให้องค์กรตอบคำถามได้อย่างชัดเจนว่า “ในช่วงเวลานี้ มีเรื่องไหนที่สำคัญที่สุดจนเรายอมลดความสำคัญของเรื่องอื่นลง”


ดังนั้น OKR จึงไม่ใช่เครื่องมือสำหรับวัดประสิทธิภาพของพนักงาน แต่เป็นเครื่องมือสำหรับสร้าง “Strategic Focus” หรือความชัดเจนเชิงกลยุทธ์ให้กับทั้งองค์กร


🔥 แก่นของ OKR คือการเลือกว่าจะ “ไม่ทำอะไร”


ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือการเขียน OKR ให้ครอบคลุมทุกเรื่องที่องค์กรทำ ทั้งยอดขาย ต้นทุน คุณภาพ การบริการลูกค้า การอบรม การสรรหาคน และงานประจำอีกมากมาย จนสุดท้าย OKR กลายเป็นเพียงรายการงานที่ยาวกว่า KPI


แต่ในความเป็นจริง หากทุกเรื่องถูกประกาศว่าสำคัญ ทุกเรื่องก็จะไม่มีเรื่องใดสำคัญจริง


หัวใจของ OKR คือการบังคับให้ผู้นำตัดสินใจเลือกอย่างเจ็บปวดว่า ในช่วงสามหรือหกเดือนข้างหน้า องค์กรจะทุ่มทรัพยากร ความสนใจ และพลังงานไปกับเรื่องใดเป็นพิเศษ เพราะทรัพยากรที่หายากที่สุดขององค์กรไม่ใช่งบประมาณ แต่คือ “ความสนใจ” ของผู้คน


องค์กรที่ใช้ OKR ได้ดีจึงไม่ได้มีเป้าหมายมากกว่าองค์กรอื่น ตรงกันข้าม พวกเขามักมีเป้าหมายที่น้อยกว่า แต่ชัดเจนกว่า และทุกคนรู้ว่าควรให้ความสำคัญกับอะไรเป็นอันดับแรก


🔥 เมื่อผูก OKR กับโบนัส เรากำลังทำลายเจตนาของมัน


จุดที่องค์กรจำนวนมากพลาดคือการนำ OKR ไปผูกกับระบบประเมินผลงานและค่าตอบแทนโดยตรง เพราะทันทีที่คะแนนมีผลต่อโบนัส พฤติกรรมของคนก็จะเปลี่ยนตามแรงจูงใจของระบบ


แทนที่จะตั้งเป้าหมายที่ผลักให้องค์กรก้าวไปข้างหน้า คนส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งเป้าหมายที่มั่นใจว่าทำสำเร็จได้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง นี่ไม่ใช่ปัญหาของตัวพนักงาน แต่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อระบบให้รางวัลกับความสำเร็จที่วัดเป็นตัวเลข


ด้วยเหตุนี้ องค์กรอย่าง Google จึงมองว่า OKR เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างความทะเยอทะยาน มากกว่าจะเป็นเครื่องมือสำหรับให้คะแนน การบรรลุเป้าหมายประมาณ 70% ของเป้าหมายที่ท้าทาย อาจสะท้อนว่าทีมกำลังตั้งเป้าหมายได้เหมาะสม มากกว่าการทำได้ครบ 100% จากเป้าหมายที่แทบไม่มีความเสี่ยงเลย


หากทุกทีมทำ OKR ได้เต็มร้อยทุกไตรมาส คำถามที่ผู้บริหารควรถามอาจไม่ใช่ว่า “ทีมเก่งมาก” แต่คือ “เรากำลังตั้งเป้าหมายต่ำเกินไปหรือไม่”


🔥 OKR และ KPI ไม่ได้แข่งขันกัน แต่ทำหน้าที่คนละแบบ


อีกความเข้าใจผิดที่พบเสมอคือการมองว่าองค์กรต้องเลือกใช้ระหว่าง KPI หรือ OKR ทั้งที่จริงแล้วเครื่องมือทั้งสองควรทำงานร่วมกัน เพราะมีหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง


KPI มีหน้าที่รักษาสุขภาพของธุรกิจ วัดว่างานประจำยังดำเนินไปตามมาตรฐานหรือไม่ เช่น คุณภาพสินค้า ระยะเวลาส่งมอบ ต้นทุน ความพึงพอใจของลูกค้า หรืออัตราการลาออก ตัวชี้วัดเหล่านี้ควรมีเสถียรภาพและมีแนวโน้มที่คาดการณ์ได้


ในทางกลับกัน OKR มีหน้าที่สร้างการเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้องค์กรทดลองสิ่งใหม่ เปิดตลาดใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือยกระดับขีดความสามารถในด้านที่องค์กรยังไม่เคยทำได้


กล่าวอีกนัยหนึ่ง KPI คือเครื่องมือสำหรับรักษาสิ่งที่องค์กรทำได้ดีอยู่แล้ว ส่วน OKR คือเครื่องมือสำหรับสร้างสิ่งที่องค์กรยังทำไม่ได้


เมื่อทั้งสองเครื่องมือถูกนำไปใช้สลับบทบาท เราจึงเห็นองค์กรที่พยายามใช้ OKR มาควบคุมงานประจำ หรือใช้ KPI มาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ ซึ่งล้วนให้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เครื่องมือถูกออกแบบมาให้ทำ


🔥 ก่อนนำเครื่องมือมาใช้ ต้องเข้าใจว่ามันเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร


บทเรียนที่สำคัญจาก OKR ไม่ได้อยู่ที่วิธีเขียน Objective หรือจำนวน Key Results ที่เหมาะสม แต่อยู่ที่การย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า เครื่องมือนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอะไรตั้งแต่แรก


OKR ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นเพราะองค์กรขาดตัวชี้วัด แต่เพราะองค์กรมีเรื่องให้ทำมากเกินไปจนไม่รู้ว่าควรทุ่มพลังไปที่ใด หากยังเข้าใจว่าหน้าที่ของ OKR คือการวัดผลงานรายบุคคล หรือใช้แทน KPI เพียงเปลี่ยนชื่อ เครื่องมือนี้ก็จะไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ ไม่ว่าจะนำซอฟต์แวร์ราคาแพงหรือที่ปรึกษาชั้นนำเข้ามาช่วยมากเพียงใด


ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาขององค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเลือกใช้เครื่องมือผิด แต่เกิดจากการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องเพื่อแก้ปัญหาที่ผิด เพราะก่อนจะถามว่า “เราควรใช้ OKR หรือไม่” อาจมีคำถามที่สำคัญกว่าคือ วันนี้ องค์กรกำลังขาดระบบการวัดผล หรือกำลังขาดความสามารถในการเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดกันแน่

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page