top of page

การมีขั้นตอนเยอะไม่ได้เกิดจากความอยากมีขั้นตอน แต่เกิดจากการไม่มีใครอยากเป็นคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ

36 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

ลองนึกถึงการขออนุมัติงบ 20,000 บาทที่ต้องผ่านลายเซ็นห้าคน คนแรกตรวจ คนที่สองเห็นชอบ คนที่สามรับทราบ คนที่สี่อนุมัติ และคนที่ห้าต้องอนุมัติอีกครั้งเพราะเป็นเจ้าของงบ แต่ถ้าถามแต่ละคนว่าลายเซ็นของเขาช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้นอย่างไร หลายคนอาจตอบได้ไม่ชัดนัก สิ่งที่ตอบได้ง่ายกว่าคือ ถ้าเรื่องนี้เกิดปัญหาขึ้น อย่างน้อยก็มีหลักฐานว่า “ไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว”


นี่อาจเป็นเหตุผลที่องค์กรพยายามลดขั้นตอนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่นานขั้นตอนใหม่ก็กลับมา เรามักมองว่าปัญหาอยู่ที่กระบวนการ จึงแก้ด้วยการลดคนอนุมัติ เขียนหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ หรือประกาศให้พนักงานมีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น แต่ในหลายกรณี ขั้นตอนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนในองค์กรชอบความซับซ้อน มันเกิดขึ้นเพราะไม่มีใครอยากเป็นคนเดียวที่ต้องรับผิดเมื่อสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วให้ผลลัพธ์ไม่ดี


ถ้ามองจากมุมนี้ ขั้นตอนจำนวนมากในองค์กรจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ตรวจสอบ” แต่ยังทำหน้าที่คล้าย “ประกันภัย” ที่พนักงานสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองด้วย


🔴 เมื่อลายเซ็นกลายเป็นประกัน


ตามหลักการ ขั้นตอนอนุมัติมีไว้เพื่อช่วยตรวจสอบความเสี่ยง เพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจ และป้องกันความผิดพลาด แต่ในทางปฏิบัติ หลายขั้นตอนมีอีกหน้าที่หนึ่งที่ไม่เคยถูกเขียนไว้อย่างเป็นทางการ นั่นคือการกระจายความรับผิดชอบ


หากพนักงานตัดสินใจเรื่องหนึ่งด้วยตัวเองแล้วเกิดปัญหา คำถามแรกที่ตามมาอาจเป็น “ใครอนุมัติ?” แต่ถ้าการตัดสินใจเดียวกันผ่านหัวหน้าสามคน ฝ่ายการเงิน และผู้บริหารอีกหนึ่งคน ความรับผิดชอบจะกระจายออกไปทันที การเพิ่มลายเซ็นจึงไม่ได้เพิ่มเพียงการตรวจสอบ แต่ยังลดความเสี่ยงส่วนตัวของคนที่กำลังตัดสินใจด้วย


ในระบบนี้ คนที่ขออนุมัติคือคนซื้อประกัน คนที่ร่วมลงชื่อคือคนที่ช่วยกระจายความเสี่ยง ส่วนคนที่จ่ายค่าเบี้ยประกันจริง ๆ คือองค์กร ผ่านเวลาที่เสียไป การตัดสินใจที่ช้าลง และโอกาสทางธุรกิจที่อาจหลุดมือระหว่างรอคำตอบ


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทำไมพนักงานถึงชอบสร้างขั้นตอนเพิ่ม” แต่คือ “อะไรทำให้การขอคนอื่นมาร่วมรับผิดกลายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล”


🔴 เมื่อผลลัพธ์ไม่ดี เรามักย้อนกลับไปโทษการตัดสินใจ


ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือ เรามักประเมินว่าการตัดสินใจดีหรือไม่จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง แทนที่จะดูจากข้อมูลและเหตุผลที่คนคนนั้นมีอยู่ในวันที่ต้องตัดสินใจ นักวิจัยเรียกแนวโน้มนี้ว่า Outcome Bias


การตัดสินใจที่ดีไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป ผู้จัดการอาจเลือกทางที่สมเหตุสมผลที่สุดจากข้อมูลทั้งหมดที่มี แต่ตลาดเปลี่ยน คู่แข่งตอบโต้ หรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้จนโครงการล้มเหลว ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อองค์กรนำข้อมูลที่เพิ่งรู้วันนี้ย้อนกลับไปตัดสินคนในอดีต แล้วสรุปว่า “น่าจะรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรทำ”


เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ คนในองค์กรจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า ความผิดพลาดหนึ่งครั้งอาจถูกจดจำนานกว่าการตัดสินใจที่ดีหลายครั้ง วิธีป้องกันตัวเองที่ง่ายที่สุดจึงไม่ใช่แค่คิดให้รอบคอบขึ้น แต่คือทำให้แน่ใจว่าไม่มีการตัดสินใจสำคัญใดเป็นของเราคนเดียว


นี่คือจุดที่ขั้นตอนที่ดูไม่มีเหตุผลสำหรับองค์กร กลับมีเหตุผลอย่างมากสำหรับพนักงาน


🔴 ทำไมลดขั้นตอนไปแล้ว ขั้นตอนจึงกลับมาอีก


เมื่อองค์กรเริ่มช้า วิธีแก้ที่คุ้นเคยคือการลดจำนวนคนอนุมัติ กำหนดหน้าที่ใหม่ ตั้งทีมเฉพาะกิจ หรือให้อำนาจคนหน้างานมากขึ้น วิธีเหล่านี้ช่วยได้หากต้นเหตุคือกระบวนการที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น แต่จะช่วยได้เพียงชั่วคราว หากต้นเหตุจริงคือคนยังรู้สึกว่าตัวเองต้องรับความเสี่ยงจากการตัดสินใจเพียงลำพัง


สมมติว่าองค์กรลดการอนุมัติจากห้าคนเหลือสองคน แต่เมื่อโครงการล้มเหลว คนที่ตัดสินใจยังถูกเรียกไปอธิบายเพียงลำพัง พนักงานก็จะปรับตัว เขาอาจเริ่มส่งอีเมลให้หัวหน้ารับรู้ ขอฝ่ายการเงินเข้าประชุม เรียกฝ่ายกฎหมายมาช่วยตรวจ หรือสร้างคณะทำงานขึ้นมาใหม่ แม้สิ่งเหล่านี้จะไม่ได้เป็นขั้นตอนที่องค์กรกำหนดไว้ก็ตาม


ชื่อของขั้นตอนอาจเปลี่ยน แต่หน้าที่ของมันเหมือนเดิม เพราะองค์กรเอา “ประกัน” ออกไป โดยไม่ได้ลดความเสี่ยงที่ทำให้คนอยากมีประกันตั้งแต่แรก


🔴 การให้อำนาจตัดสินใจ ต้องมาพร้อมการแบ่งรับความเสี่ยง


หลายองค์กรพยายามแก้ปัญหาด้วยการบอกพนักงานว่า “คุณตัดสินใจเองได้” แต่การให้อำนาจตัดสินใจเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเรื่อง อีกครึ่งหนึ่งคือ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลนั้นให้ผลลัพธ์ไม่ดี


หากพนักงานได้รับคำชมเมื่อสำเร็จ แต่ต้องรับผิดเต็ม ๆ เมื่อพลาด การขอให้คนอื่นมาร่วมตัดสินใจก็ไม่ใช่พฤติกรรมที่ไร้เหตุผล ตรงกันข้าม มันเป็นวิธีป้องกันตัวเองที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง


นี่อธิบายได้ว่าทำไมบางองค์กรบอกให้พนักงานกล้าตัดสินใจ แต่ในเวลาเดียวกันพนักงานกลับประชุมมากขึ้น ขอความเห็นมากขึ้น และขอลายเซ็นมากขึ้น เพราะคำพูดกำลังบอกว่า “ตัดสินใจเองได้” ขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกำลังบอกว่า “แต่ถ้าพลาด คุณต้องรับผิดเอง”


เมื่อสองข้อความนี้ขัดกัน คนย่อมเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในนโยบาย


🔴 ถ้าอยากลดขั้นตอน ต้องเปลี่ยนวิธีจัดการกับความผิดพลาด


หากต้องการลดขั้นตอนอย่างยั่งยืน ผู้บริหารจึงอาจต้องเริ่มจากเรื่องที่ยากกว่าการออกแบบกระบวนการใหม่ นั่นคือเปลี่ยนวิธีที่องค์กรปฏิบัติต่อคนเมื่อการตัดสินใจให้ผลลัพธ์ไม่ดี


อย่างแรก ต้องแยก “การตัดสินใจที่ดี” ออกจาก “ผลลัพธ์ที่ดี” ให้ชัด เวลาทบทวนโครงการที่ล้มเหลว ไม่ควรถามเพียงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า ณ วันที่ตัดสินใจ คนคนนั้นมีข้อมูลอะไร พิจารณาทางเลือกใด และเหตุผลที่เลือกทางนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ วิธีนี้ทำให้องค์กรยังสามารถเอาผิดกับการตัดสินใจที่ประมาทได้ โดยไม่ลงโทษทุกคนที่ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลแต่ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นใจ


อย่างที่สอง ต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดว่าพนักงานแต่ละระดับสามารถตัดสินใจเรื่องอะไรได้เอง ใช้งบได้เท่าไร และความผิดพลาดระดับไหนที่องค์กรยอมรับได้ การบอกเพียงว่า “อยากให้ทุกคนกล้าตัดสินใจ” โดยไม่บอกว่าพลาดได้แค่ไหน สุดท้ายคนก็ต้องเดาเอง และทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดก็คือถามหัวหน้าก่อน


อย่างสุดท้าย ผู้บริหารต้องแสดงให้เห็นว่าการให้อำนาจมาพร้อมกับการแบ่งรับความเสี่ยงจริง หากทีมตัดสินใจภายในขอบเขตที่ตกลงกันไว้ ใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม และมีเหตุผลรองรับ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ไม่ดี ผู้บริหารต้องพร้อมออกหน้ารับผิดชอบต่อระบบที่ตัวเองสร้าง ไม่ใช่ถอยออกมาแล้วถามว่า “ใครเป็นคนอนุมัติ?”


การทำให้พนักงานเห็นสิ่งนี้จริงเพียงไม่กี่ครั้ง อาจมีพลังมากกว่านโยบายหลายสิบหน้า เพราะคนไม่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรจากสิ่งที่ผู้บริหารพูด แต่เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่กล้าตัดสินใจแล้วพลาด


🔴 ก่อนลดขั้นตอน ลองถามก่อนว่าคนกำลังป้องกันตัวเองจากอะไร


แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกขั้นตอนควรถูกตัดออก การตรวจสอบบางอย่างจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย ความปลอดภัย การเงิน หรือการตัดสินใจที่สร้างผลกระทบสูง แต่ขั้นตอนที่มีไว้เพื่อปกป้ององค์กรจากความเสี่ยง กับขั้นตอนที่พนักงานสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากองค์กร เป็นคนละเรื่องกัน


ดังนั้น ก่อนเริ่มโครงการลดขั้นตอนรอบใหม่ อาจไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เราตัดขั้นตอนไหนออกได้อีก” แต่ควรถามคำถามที่ตอบยากกว่านั้นว่า


ครั้งล่าสุดที่มีคนในองค์กรตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลจากข้อมูลที่มีอยู่ในเวลานั้น แต่สุดท้ายผลลัพธ์ออกมาไม่ดี องค์กรทำอะไรกับเขา?


หากคำตอบคือเขาถูกตำหนิ ถูกลดความน่าเชื่อถือ หรือต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง ก็ไม่น่าแปลกที่คนอื่นจะเรียนรู้ว่า ก่อนตัดสินใจครั้งต่อไป ควรหาคนมาเซ็นเพิ่มอีกสักชื่อ


เพราะตราบใดที่ต้นทุนของความผิดพลาดยังตกอยู่กับคนคนเดียว การขอให้องค์กรลดขั้นตอน ก็ไม่ต่างจากการขอให้พนักงานเลิกซื้อประกัน ทั้งที่ความเสี่ยงที่ทำให้พวกเขาต้องการประกันยังอยู่เหมือนเดิม

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page