top of page

Psychological Safety ที่เข้าใจผิด: ยิ่งทำให้ทีม “สบายใจ” ยิ่งทำให้ทีมอ่อนแอ

  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

หลายองค์กรในวันนี้ให้ความสำคัญกับการสร้าง Psychological Safety จนกลายเป็นหนึ่งในคำยอดนิยมของวงการ HR และการพัฒนาภาวะผู้นำ แต่ยิ่งแนวคิดนี้แพร่หลายมากเท่าไร ความหมายของมันกลับยิ่งถูกตีความผิดมากขึ้นเท่านั้น


ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า Psychological Safety คือการทำให้พนักงานรู้สึกสบายใจ ไม่กดดัน ไม่ต้องเผชิญกับ Feedback ที่รุนแรง หรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในทีมให้มากที่สุด แม้จะเป็นความตั้งใจที่ดี แต่ความเข้าใจแบบนี้กลับพาองค์กรเดินไปในทิศทางตรงข้ามกับสิ่งที่ Amy Edmondson ศาสตราจารย์จาก Harvard Business School ผู้บัญญัติคำว่า Psychological Safety ตั้งใจเสนอไว้ตั้งแต่แรก


แท้จริงแล้ว Psychological Safety ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้คน “รู้สึกดี” แต่เพื่อทำให้คน กล้าพูดความจริงที่ยาก โดยที่มาตรฐานของงานยังคงสูงเหมือนเดิม


📍 ความปลอดภัย ไม่ใช่ความสบายใจ


Edmondson ให้นิยาม Psychological Safety ว่าเป็น ความเชื่อร่วมกันของสมาชิกในทีมว่า พวกเขาสามารถรับความเสี่ยงทางสังคม (Interpersonal Risk) ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดูถูก ลงโทษ หรือทำให้เสียหน้า


ความเสี่ยงทางสังคมในที่ทำงานไม่ได้หมายถึงการตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่คือเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวัน เช่น การยอมรับว่าไม่รู้ การตั้งคำถามกับผู้บริหาร การเสนอไอเดียที่อาจผิด หรือการชี้ให้เห็นว่ากลยุทธ์ที่ทุกคนกำลังเห็นด้วยอาจมีจุดบกพร่อง


หากคนในทีมไม่กล้าทำสิ่งเหล่านี้ องค์กรจะไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ แม้ว่าทุกคนจะดูทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นก็ตาม


ด้วยเหตุนี้ Psychological Safety จึงไม่ใช่การลดความท้าทายของการทำงาน แต่เป็นการลด “ต้นทุนของการพูดความจริง”


📍 จุดที่หลายองค์กรเข้าใจผิด


ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือการตีความคำว่า Safety ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายใจ


Feedback ถูกทำให้นุ่มลงเพื่อรักษาความสัมพันธ์ การตั้งคำถามถูกมองว่าเป็นการสร้างบรรยากาศเชิงลบ ผู้จัดการเลือกปล่อยผ่านงานที่ยังไม่ดีพอ เพราะไม่อยากทำให้ทีมเสียกำลังใจ


ผลลัพธ์คือองค์กรอาจได้ทีมที่บรรยากาศดี แต่ไม่ได้ทีมที่เรียนรู้เร็วขึ้น


ในบทความ What People Get Wrong About Psychological Safety Edmondson ย้ำไว้อย่างชัดเจนว่า Psychological Safety ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายขององค์กร แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผู้คนสามารถทำงานภายใต้มาตรฐานที่สูงได้


เมื่อความปลอดภัยถูกตีความว่าเป็น “ความสบาย” แทนที่จะเป็น “ความกล้า” องค์กรก็จะเริ่มลดมาตรฐานลงทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว


📍 ทีมที่ดีที่สุด ไม่ได้มีแต่ Safety แต่ต้องมี Accountability


หนึ่งในกรอบคิดที่สำคัญที่สุดของ Edmondson คือการมองทีมผ่านสองมิติพร้อมกัน ได้แก่ Psychological Safety และ Accountability


หากทั้งสองอย่างอยู่ในระดับต่ำ ทีมจะเข้าสู่ Apathy Zone สมาชิกไม่กล้าพูด และก็ไม่ได้ถูกคาดหวังให้สร้างผลงานที่โดดเด่น ต่างคนต่างทำเท่าที่จำเป็น เพราะไม่มีทั้งแรงผลักดันและความรู้สึกเป็นเจ้าของ


เมื่อ Accountability สูง แต่ Psychological Safety ต่ำ ทีมจะเข้าสู่ Anxiety Zone ผู้คนรู้ว่ามาตรฐานสูง แต่ไม่กล้าพูดเมื่อเห็นปัญหา ไม่กล้ายอมรับความผิดพลาด และไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตนเอง ความผิดพลาดจึงถูกซ่อน มากกว่าจะถูกแก้ไข


ในทางกลับกัน หลายองค์กรไทยกลับกำลังติดอยู่ใน Comfort Zone ซึ่งเกิดจาก Psychological Safety สูง แต่ Accountability ต่ำ ทุกคนพูดคุยกันได้อย่างเป็นกันเอง แต่ไม่มีใครท้าทายมาตรฐานของกันและกัน Feedback ค่อย ๆ เบาลง การยอมรับงานที่ยังไม่ดีพอกลายเป็นเรื่องปกติ และคำว่า “เข้าใจ” ถูกใช้แทนการเรียกร้องความรับผิดชอบ


สิ่งที่ Edmondson มองว่าเป็นเป้าหมายที่แท้จริง คือ Learning Zone ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อทั้ง Psychological Safety และ Accountability อยู่ในระดับสูงพร้อมกัน คนในทีมสามารถวิจารณ์กันได้อย่างตรงไปตรงมา ยอมรับข้อผิดพลาดได้โดยไม่ต้องปกป้องตัวเอง และในขณะเดียวกันก็ยังคงมุ่งมั่นต่อมาตรฐานของผลงานอย่างจริงจัง


ทีมลักษณะนี้อาจไม่ได้ทำให้ทุกคนรู้สึกสบายตลอดเวลา แต่เป็นทีมที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุด


📍 เมื่อความใจดี กลายเป็นศัตรูของ Ownership


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรพยายามสร้างวัฒนธรรมที่ “เข้าใจคน” มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องบริหารคนทำงานรุ่นใหม่ ความตั้งใจนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่หากการเข้าใจหมายถึงการลดความคาดหวัง หลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ยาก หรือไม่กล้าบอกว่าผลงานยังไม่ถึงมาตรฐาน สิ่งที่กำลังเพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่ความผูกพันของพนักงาน แต่เป็นการลดทอนความรู้สึกเป็นเจ้าของงาน


Ownership ไม่ได้เติบโตจากการที่องค์กรทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่เติบโตจากการที่ผู้คนรู้ว่าเสียงของตนเองมีคุณค่า และผลงานของตนเองมีความรับผิดชอบที่ชัดเจน


การให้ Feedback ที่ตรงไปตรงมา การเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถาม และการยืนยันในมาตรฐานของงาน ไม่ใช่สิ่งที่ขัดกับ Psychological Safety แต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง


📍 บทบาทของผู้นำ คือการสร้างพื้นที่ที่ “พูดความจริงได้”


ผู้นำที่สร้าง Psychological Safety ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่คนที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หรือพยายามทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจอยู่เสมอ แต่คือคนที่สามารถรักษาสมดุลระหว่าง ความไว้วางใจ และ ความคาดหวัง ได้พร้อมกัน


พวกเขากล้าตั้งคำถามที่ยาก กล้าให้ Feedback ที่ตรงไปตรงมา เปิดรับความคิดเห็นที่ขัดแย้ง และพร้อมเปลี่ยนใจเมื่อข้อมูลใหม่พิสูจน์ว่าตัวเองคิดผิด ขณะเดียวกันก็ไม่ลดมาตรฐานของงานเพื่อแลกกับความสงบชั่วคราว


ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของ Psychological Safety ไม่ใช่การสร้างทีมที่ไม่มีใครรู้สึกอึดอัด แต่คือการสร้างทีมที่ ทุกคนกล้าพูดความจริง แม้ว่าความจริงนั้นจะไม่สบายใจ และยังคงรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในมาตรฐานที่สูงเหมือนเดิม


เพราะองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ได้เกิดจากการทำให้คน “สบายใจ” ที่สุด แต่เกิดจากการทำให้คน ปลอดภัยพอที่จะพูดในสิ่งที่องค์กรจำเป็นต้องได้ยิน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดก็ตาม

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page