Toxic ในออฟฟิศแพร่ได้ทำไมอยู่ใกล้คน Toxic นาน ๆ เราอาจเริ่มที่จะกลายเป็นคนแบบเดียวกัน

เวลาเราพูดถึง “คน Toxic” ในที่ทำงาน เรามักมองปัญหาแบบแยกเป็นรายบุคคล มีคนหนึ่งชอบนินทา คนหนึ่งชอบโยนความผิด คนหนึ่งชอบกดคนอื่นในที่ประชุม หรือบางคนพร้อมจะเอาผลงานของคนอื่นไปเป็นของตัวเอง
วิธีคิดแบบนี้ทำให้ทางแก้ดูตรงไปตรงมา ถ้าคนคนนั้นคือปัญหา ก็จัดการกับคนคนนั้นเสีย
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคน Toxic หนึ่งคน อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “คนรอบตัวเขา” หลังจากต้องทำงานร่วมกันนานพอ
เพราะพฤติกรรมที่เป็นพิษในองค์กรไม่ได้สร้างแค่ความไม่พอใจ แต่มันสามารถเปลี่ยนวิธีที่คนอื่นเรียนรู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมนั้น
คนที่เคยเปิดเผย เริ่มระวังคำพูด คนที่เคยช่วยเหลือ เริ่มเก็บข้อมูลไว้กับตัว คนที่เคยเชื่อใจ เริ่มเก็บหลักฐานทุกอย่าง และคนที่เคยเกลียดการนินทา อาจเริ่มเข้าร่วมวงสนทนา เพราะพบว่านั่นคือวิธีหนึ่งที่จะรู้ว่าใครกำลังเล่นงานใคร
เมื่อถึงจุดหนึ่ง ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครเป็นคน Toxic” แต่อาจเป็นว่า “ระบบกำลังสอนให้คนปกติค่อย ๆ มีพฤติกรรม Toxic หรือไม่”
🔴 Toxic แพร่ได้ เพราะมนุษย์เรียนรู้กติกาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
พนักงานไม่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรจากข้อความบนผนังเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้จากการสังเกตว่า พฤติกรรมแบบไหนเกิดขึ้นแล้วไม่มีอะไรตามมา พฤติกรรมแบบไหนทำให้คนได้เปรียบ และพฤติกรรมแบบไหนทำให้ตัวเองกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ถ้าคนคนหนึ่งพูดแทรกคนอื่นเป็นประจำ แต่ยังได้รับการยอมรับ หากหัวหน้าคนหนึ่งโยนความผิดให้ลูกน้องทุกครั้งที่เกิดปัญหา แต่ยังได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือถ้าคนที่เก็บข้อมูลไว้กับตัวกลับมีอำนาจต่อรองมากกว่าคนที่แบ่งปันข้อมูล สิ่งเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณบางอย่างไปยังคนรอบข้าง
สัญญาณนั้นคือ “นี่คือวิธีที่ระบบนี้ทำงาน”
ช่วงแรกคนส่วนใหญ่อาจไม่เห็นด้วย แต่เมื่อพฤติกรรมเดิมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่มีผลตามมา สิ่งที่เคยดูผิดปกติจะค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดา
คำถามในใจจึงอาจเปลี่ยนจาก “ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น” เป็น “ถ้าเราไม่ทำแบบนั้น เราจะเสียเปรียบหรือเปล่า”
นี่คือจุดที่ Toxic เริ่มเปลี่ยนจาก “พฤติกรรมของคนหนึ่งคน” ไปเป็น “กติกาที่คนทั้งทีมกำลังเรียนรู้”
🔴 จากการป้องกันตัว สู่พฤติกรรมที่เราเคยไม่ชอบ
สิ่งที่ซับซ้อนคือ คนจำนวนมากไม่ได้เลียนแบบพฤติกรรม Toxic เพราะชื่นชอบพฤติกรรมนั้น แต่เพราะกำลังพยายามป้องกันตัวเอง
ลองนึกถึงทีมที่มีวัฒนธรรมโยนความผิด ช่วงแรกพนักงานคนหนึ่งอาจพยายามทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อถูกกล่าวโทษหลายครั้ง เขาเริ่มเก็บหลักฐานการสนทนาทุกครั้ง จากนั้นเริ่มส่งข้อความหรืออีเมลให้คนอื่นรับรู้มากขึ้นเพื่อป้องกันตัว ต่อมาอาจเริ่มไม่กล้าตัดสินใจโดยไม่มีหลักฐานรองรับ และสุดท้ายอาจรีบชี้ให้เห็นว่าปัญหาเกิดจากใคร ก่อนที่นิ้วจะชี้กลับมาหาตัวเอง
พฤติกรรมหลายอย่างในเส้นทางนี้ดูสมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาทีละขั้น เพราะแต่ละขั้นคือการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย
แต่เมื่อทุกคนปรับตัวแบบเดียวกัน ผลลัพธ์กลับกลายเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยการป้องกันตัว การเก็บหลักฐาน การโยนความรับผิดชอบ และความไม่ไว้วางใจกัน
ไม่มีใครจำเป็นต้องตื่นขึ้นมาแล้วตัดสินใจว่า “วันนี้จะเป็นคน Toxic”
แค่ทุกคนพยายามเอาตัวรอดจากระบบเดียวกัน ก็เพียงพอที่จะทำให้พฤติกรรมเหล่านั้นแพร่กระจายได้แล้ว
🔴 คนที่เคยถูกกระทำ อาจกลายเป็นคนที่ส่งต่อพฤติกรรม Toxic
ลองนึกถึงพนักงานรุ่นน้องคนหนึ่งที่ถูกคนอาวุโสกว่าตัดบทในที่ประชุมเป็นประจำ ความคิดถูกนำไปใช้โดยไม่ให้เครดิต และเมื่อเกิดข้อผิดพลาดกลับถูกตำหนิต่อหน้าคนอื่น
ช่วงแรก เขาอาจรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง จึงเลือกเงียบและลดการแสดงความคิดเห็นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
แต่หลังจากอยู่ในระบบนั้นหลายปี เขาอาจเรียนรู้บทเรียนอีกแบบหนึ่งว่า คนที่มีอำนาจคือคนที่ควบคุมข้อมูล คนที่พูดแรงกว่ามักได้พื้นที่ และการแสดงความอ่อนแอทำให้ตัวเองกลายเป็นเป้า
วันหนึ่งเมื่อเขากลายเป็นคนอาวุโสกว่า เขาจึงอาจเริ่มทำสิ่งเดียวกันกับคนรุ่นถัดไป ไม่ใช่เพราะเขาลืมว่าตัวเองเคยรู้สึกอย่างไร แต่เพราะประสบการณ์สอนเขาว่า “นี่คือวิธีเอาตัวรอดและเติบโตในองค์กรนี้”
คนที่เคยถูกกระทำ จึงสามารถกลายเป็นคนที่ส่งต่อพฤติกรรมแบบเดียวกัน และสร้างผู้ถูกกระทำคนต่อไปได้
จากพฤติกรรมของคนหนึ่งคน Toxic จึงกลายเป็นวงจรที่สามารถผลิตตัวเองซ้ำได้ แม้คนต้นเรื่องจะออกจากองค์กรไปแล้วก็ตาม
🔴 จุดอันตรายที่สุดคือ เมื่อพฤติกรรม Toxic เริ่มดูสมเหตุสมผล
องค์กรจำนวนมากอาจมองเห็นปัญหาเมื่อมีเหตุการณ์รุนแรง เช่น การทะเลาะ การร้องเรียน หรือคนเก่งลาออก แต่การแพร่ของ Toxic มักเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นอย่างเงียบ ๆ
มันเกิดขึ้นตอนที่คนเริ่มคิดว่า “อย่าพูดเยอะ เดี๋ยวเข้าตัว” “เก็บข้อมูลไว้บ้าง อย่าให้หมด” “ต้องมีพวกไว้ก่อน” หรือ “ถ้าไม่โยนก่อน เดี๋ยวเขาโยนมาให้เรา”
แต่ละประโยคอาจฟังดูเหมือนคำแนะนำจากคนมีประสบการณ์ และในสภาพแวดล้อมบางแห่ง มันอาจเป็นวิธีป้องกันตัวที่เข้าใจได้ด้วยซ้ำ
ปัญหาคือ เมื่อวิธีเอาตัวรอดของแต่ละคนรวมกัน มันสามารถกลายเป็นวัฒนธรรมของทั้งองค์กร
สิ่งที่เริ่มจาก “ฉันต้องทำแบบนี้เพื่อป้องกันตัวเอง” จึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “ที่นี่เขาทำกันแบบนี้”
🔴 ทำไมบางทีมมีคน Toxic แต่ไม่แพร่ ขณะที่บางทีมแพร่ไปทั้งระบบ
ความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าองค์กรสามารถหลีกเลี่ยงคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้ทั้งหมดหรือไม่ แต่อยู่ที่องค์กรตอบสนองต่อพฤติกรรมนั้นอย่างไร
ถ้าหัวหน้าจัดการอย่างรวดเร็ว ถ้ามีมาตรฐานพฤติกรรมที่ชัดเจน ถ้าคนสามารถพูดถึงปัญหาได้โดยไม่กลัวการตอบโต้ และถ้าคนที่สร้างผลงานสูงไม่ได้รับสิทธิพิเศษให้ปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไรก็ได้ พฤติกรรม Toxic จะมีพื้นที่แพร่กระจายน้อยลง
ตรงกันข้าม หากองค์กรส่งสัญญาณว่า “ขอแค่ผลงานดี เรื่องอื่นไม่เป็นไร” คนรอบข้างไม่ได้เรียนรู้เพียงว่าบริษัทยอมรับพฤติกรรมนั้นได้ แต่กำลังเรียนรู้ด้วยว่า พฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความสำเร็จ
และเมื่อคนที่เล่นการเมือง เก็บข้อมูล โยนความผิด หรือกดคนอื่นกลับก้าวหน้าได้ คนอื่นย่อมเริ่มตั้งคำถามว่า การเป็นคนร่วมงานที่ดีจริง ๆ แล้วให้ผลตอบแทนหรือไม่
🔴 หัวหน้าจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่จัดการ “คน Toxic”
เวลามีพนักงานสร้างปัญหา ผู้บริหารมักมุ่งความสนใจไปที่คนต้นเหตุ เช่น ต้องเตือนหรือไม่ ต้องพูดคุยและปรับพฤติกรรมอย่างไร ต้องย้ายทีม หรือถึงขั้นต้องให้ออกจากองค์กรหรือไม่
คำถามเหล่านี้จำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอ
หัวหน้าควรถามต่อด้วยว่า คนที่ต้องทำงานรอบตัวบุคคลนั้นเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
ทีมเริ่มพูดกันน้อยลงหรือไม่ คนเริ่มปิดบังข้อมูลหรือไม่ การประชุมมีแต่คนที่มีอำนาจพูดหรือไม่ คนเริ่มสร้างกลุ่มย่อยเพื่อป้องกันตัวหรือไม่ หรือพนักงานรุ่นใหม่กำลังเรียนรู้พฤติกรรมบางอย่างจากสิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันหรือไม่
เพราะต่อให้จัดการคนต้นเหตุออกไปแล้ว หากกติกาที่ทุกคนเรียนรู้จากเขายังคงอยู่ ปัญหาก็อาจดำเนินต่อไปโดยไม่ต้องมีคนต้นเหตุอยู่ในองค์กรอีกแล้ว
สิ่งที่องค์กรต้องหยุดจึงไม่ใช่เพียง “คน” แต่คือวงจรการเรียนรู้ที่คนคนนั้นทิ้งเอาไว้
🔴 วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้แพร่เฉพาะสิ่งดี ๆ
เรามักพูดถึงวัฒนธรรมองค์กรในด้านบวก เช่น การมีคนต้นแบบ การให้ผู้นำเป็นตัวอย่าง หรือการทำให้พฤติกรรมที่ดีแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
แต่กลไกเดียวกันทำงานกับพฤติกรรมด้านลบเช่นกัน
คนสังเกต คนเรียนรู้ คนปรับตัว และคนทำซ้ำ
ดังนั้น เมื่อเห็นพนักงานหลายคนเริ่มมีพฤติกรรมป้องกันตัว ไม่ไว้ใจกัน เก็บข้อมูล นินทา หรือพร้อมโยนความผิด คำถามที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงว่า
“ทำไมคนเหล่านี้ถึง Toxic ขึ้นมา”
แต่อาจต้องย้อนกลับไปถามว่า
พวกเขากำลังปรับตัวให้เข้ากับระบบแบบไหนอยู่ และองค์กรกำลังสอนอะไรพวกเขาผ่านสิ่งที่ยอมให้เกิดขึ้นทุกวัน
เพราะวัฒนธรรม Toxic อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการที่องค์กรมีคนไม่ดีจำนวนมาก
บางครั้ง มันเริ่มจากคนเพียงไม่กี่คน แล้วระบบค่อย ๆ สอนให้คนที่เหลือรู้ว่า ถ้าอยากอยู่รอด ก็ต้องเล่นเกมแบบเดียวกัน




ความคิดเห็น