top of page

ความไม่มั่นคงของหัวหน้า กลายเป็นต้นทุนของทั้งทีมและไม่มีการลงบัญชีเอาไว้

45 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

แผนงานถูกตกลงกันเรียบร้อยตั้งแต่วันศุกร์ ทุกคนรู้ว่าใครต้องทำอะไร และเช้าวันจันทร์ทีมก็พร้อมลงมือ แต่หลังจากหัวหน้ากลับจากประชุมกับผู้บริหาร ทิศทางกลับเปลี่ยนอีกครั้ง สิ่งที่เคยสำคัญกลายเป็นไม่สำคัญ งานที่อนุมัติแล้วถูกตั้งคำถามใหม่ และทีมต้องกลับไปแก้สิ่งที่เพิ่งตกลงกันไม่กี่วันก่อน


เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทีมจะค่อย ๆ เรียนรู้กฎที่ไม่มีใครเขียนไว้ว่า “อย่าเพิ่งลงมือจริงจัง จนกว่าหัวหน้าจะประชุมวันจันทร์เสร็จ”


เราอาจมองว่านี่เป็นปัญหาการสื่อสารหรือการตัดสินใจ แต่บางครั้งสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ข้อมูล ไม่ใช่กลยุทธ์ และไม่ใช่สถานการณ์ทางธุรกิจ สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ระดับความมั่นคงภายใน” ของคนที่มีอำนาจตัดสินใจ


และนี่คือปัญหาที่องค์กรส่วนใหญ่แทบไม่มีระบบจัดการ


🔥 หัวหน้าที่ไม่มั่นคง ไม่ใช่หัวหน้าที่แย่


เมื่อพูดถึง Bad Boss เรามักนึกถึงหัวหน้าที่ก้าวร้าว เอาเปรียบ ไร้ความสามารถ หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ปัญหาเหล่านี้อย่างน้อยยังมีชื่อเรียกและมีกลไกรองรับ ตั้งแต่การประเมิน 360 องศา การร้องเรียน ไปจนถึงกระบวนการของ HR


แต่มีหัวหน้าอีกประเภทที่ตรวจจับได้ยากกว่ามาก เพราะเขาอาจเก่ง มีผลงานดี ตั้งใจทำงาน และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหาร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถ แต่อยู่ที่พฤติกรรมของเขาเปลี่ยนไปตามระดับความกดดันที่กำลังเผชิญ


วันที่รู้สึกมั่นใจ เขาอาจให้อิสระทีมอย่างเต็มที่ แต่ในสัปดาห์ที่ตัวเลขไม่ดี เขากลับต้องการเห็นรายละเอียดทุกอย่าง วันที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริหาร เขาอาจเปิดรับความคิดเห็น แต่หลังจากถูกตั้งคำถามในห้องประชุม เขากลับปิดบทสนทนาเมื่อทีมเสนอความเห็นต่าง


พฤติกรรมเหล่านี้แต่ละอย่างอาจไม่รุนแรงพอให้ใครร้องเรียน แต่เมื่อเกิดซ้ำเป็นเวลานาน มันทำให้ทั้งทีมต้องปรับวิธีทำงานตามสภาวะทางอารมณ์ของคนที่มีอำนาจ


ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเขาเป็น “หัวหน้าที่ดีหรือไม่ดี” แต่คือ ความไม่มั่นคงของคนหนึ่งคนสามารถถูกขยายผ่านโครงสร้างอำนาจ จนกลายเป็นต้นทุนของคนอีกหลายสิบคนได้อย่างไร


🔥 ความไม่มั่นคงไม่ได้แสดงออกเหมือนกัน


Jeffrey Yip และ Dritjon Gruda เสนอใน Harvard Business Review ว่าความไม่มั่นคงของผู้นำสามารถปรากฏออกมาในสองลักษณะสำคัญ คือความกังวล (Anxious) และ การหลีกเลี่ยง (Avoidant) และความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะหัวหน้าทั้งสองแบบสร้างปัญหาให้ทีมด้วยกลไกที่แทบตรงข้ามกัน


หัวหน้าแบบ Anxious มีแนวโน้มรับมือกับความไม่แน่นอนด้วยการดึงสิ่งต่าง ๆ เข้ามาใกล้ตัว เมื่อแรงกดดันเพิ่มขึ้น เขาอาจต้องการข้อมูลมากขึ้น ขออัปเดตถี่ขึ้น เข้าไปดูรายละเอียดมากขึ้น หรือเปลี่ยนความคิดเห็นตามบทสนทนาล่าสุด สิ่งที่ทีมมองเห็นคือ Micromanagement แต่สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในอาจเป็นความพยายามสร้างความรู้สึกว่า “ฉันยังควบคุมสถานการณ์ได้”


เมื่อเกิดขึ้นบ่อย ทีมจะเริ่มปรับตัว รายงานละเอียดขึ้น อัปเดตถี่ขึ้น เตรียมข้อมูลเผื่อถูกถาม และส่งเรื่องเล็ก ๆ ขึ้นไปขออนุมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่ควรใช้เวลาสร้างผลลัพธ์ ทีมจึงต้องใช้เวลาอีกส่วนหนึ่งเพื่อสร้าง “ความมั่นใจให้หัวหน้า”


หัวหน้าแบบ Avoidant กลับทำในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อรู้สึกไม่มั่นคง เขาอาจสร้างระยะห่าง ไม่ต้องการพูดถึงเรื่องที่ทำให้ตัวเองรู้สึกเปราะบาง ปิดรับ Feedback หรือจบบทสนทนาเร็วขึ้นเมื่อถูกท้าทาย ภายนอกจึงอาจดูนิ่ง มีเหตุผล และไม่ Micromanage เลยด้วยซ้ำ


แต่เมื่อพฤติกรรมนี้เกิดซ้ำ ทีมจะเรียนรู้ว่ามีข้อมูลบางประเภทที่ “ไม่ควรพูด” ข่าวร้ายจึงถูกเล่าให้นุ่มลง ความเสี่ยงถูกลดระดับ และปัญหาถูกเก็บไว้จนกว่าจะมีทางออกพร้อมนำเสนอ


ทั้งสองแบบดูแตกต่างกัน แต่สร้างผลลัพธ์ปลายทางคล้ายกัน คือ ทีมเริ่มออกแบบพฤติกรรมของตัวเองเพื่อรองรับความไม่มั่นคงของหัวหน้า แทนที่จะออกแบบพฤติกรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของธุรกิจ


🔥 ต้นทุนที่ไม่เคยปรากฏใน Timesheet


ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่เฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง แต่อยู่ที่ต้นทุนเชิงระบบซึ่งเกิดขึ้นทุกวันโดยไม่มีใครลงบัญชี


ลองคิดถึงเวลาที่พนักงานใช้เดาว่าวันนี้หัวหน้าอยู่ในอารมณ์แบบไหน เวลาที่ใช้เตรียมข้อมูลเกินความจำเป็นเพราะกลัวถูกถาม เวลาที่เสียไปกับการแก้งานหลังทิศทางเปลี่ยน หรือการประชุมกันก่อนประชุมจริงเพื่อหาว่าควรพูดเรื่องยากอย่างไรจึงจะปลอดภัย


เวลาเหล่านี้ไม่เคยถูกบันทึกว่าเป็น “ต้นทุนจากความไม่มั่นคงของผู้นำ” มันถูกซ่อนอยู่ใต้คำว่า Meeting, Coordination, Alignment และ Revision


แต่ต้นทุนที่แพงกว่าชั่วโมงทำงานคือพฤติกรรมที่ระบบกำลังสร้างขึ้น เมื่อทีมเรียนรู้ว่าการตัดสินใจเองมีความเสี่ยง คนก็จะตัดสินใจน้อยลง เมื่อเรียนรู้ว่าข่าวร้ายทำให้เกิดปฏิกิริยาที่คาดเดาไม่ได้ คนก็จะรายงานข่าวร้ายน้อยลง และเมื่อเรียนรู้ว่าทิศทางสามารถเปลี่ยนตามบทสนทนาล่าสุด ทุกคนก็จะรอให้แน่ใจก่อนลงมือ


องค์กรจึงไม่ได้เสียเพียง Productivity แต่กำลังสูญเสีย Decision Quality และ Information Quality ไปพร้อมกัน


🔥 เมื่อทุกคนเริ่มบริหารหัวหน้า ความจริงก็เริ่มถูกปรุงแต่ง


ผลกระทบที่อันตรายที่สุดอาจเกิดขึ้นเมื่อพฤติกรรมนี้แพร่ขึ้นไปหลายระดับขององค์กร


พนักงานปรับข้อมูลก่อนรายงานผู้จัดการ ผู้จัดการปรับอีกครั้งก่อนรายงานผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการเลือกเฉพาะสิ่งที่คิดว่าผู้บริหารระดับสูงพร้อมจะรับฟัง


เมื่อข้อมูลเดินทางถึงคนตัดสินใจสูงสุด มันจึงอาจไม่ใช่ภาพจริงของธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็น ความจริงที่ผ่านการบริหารอารมณ์ของผู้มีอำนาจมาหลายชั้น


นี่ทำให้ความไม่มั่นคงของผู้นำไม่ใช่เพียงปัญหา Soft Skill แต่กลายเป็นปัญหา Information Architecture ขององค์กร เพราะคุณภาพของการตัดสินใจขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูล และคุณภาพของข้อมูลขึ้นอยู่กับว่าคนรู้สึกปลอดภัยแค่ไหนที่จะส่งความจริงขึ้นไป


ยิ่งองค์กรมีวัฒนธรรมเกรงใจหรือมี Power Distance สูง ปัญหานี้ยิ่งตรวจจับยาก เพราะคนอาจไม่ได้โกหกผู้บริหารโดยตรง เพียงแต่ค่อย ๆ ตัดรายละเอียดที่คิดว่า “ไม่จำเป็นต้องรู้” ออกไปทีละน้อย


🔥 Managing Up ที่ดีคือการลดความไม่แน่นอน ไม่ใช่การประจบ


สำหรับคนที่ทำงานกับหัวหน้าลักษณะนี้ คำตอบไม่ใช่การพยายามรักษาอารมณ์หัวหน้าให้ดีตลอดเวลา เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ทีมกลายเป็นระบบรองรับความไม่มั่นคงของคนคนเดียว


วิธีที่มีประโยชน์กว่าคือการลดความไม่แน่นอน โดยไม่ลดคุณภาพของความจริง


สำหรับหัวหน้าที่มีแนวโน้ม Anxious การสื่อสารเชิงคาดการณ์ล่วงหน้ามักมีประโยชน์ เช่น ทำให้รู้ว่าตอนนี้รู้อะไร ยังไม่รู้อะไร จะมีข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อไร และทีมจะกลับมาอัปเดตอีกครั้งเมื่อใด วิธีนี้ช่วยลดช่องว่างที่หัวหน้าอาจพยายามเติมด้วยการเข้าไปควบคุมรายละเอียด


ส่วนหัวหน้าแบบ Avoidant การเผชิญหน้าด้วยข้อมูลหรือคำวิจารณ์จำนวนมากอาจยิ่งทำให้ปิดตัว การให้เวลาประมวลผล เสนอทางเลือก และเชื่อมประเด็นกลับไปยังเป้าหมายร่วม อาจช่วยรักษาช่องทางการสนทนาไว้ได้ดีกว่า


เป้าหมายของ Managing Up จึงไม่ใช่ทำให้หัวหน้ารู้สึกดี แต่คือ สร้างเงื่อนไขที่ทำให้ข้อมูลจริงยังสามารถเดินทางได้ แม้อยู่ในช่วงที่หัวหน้ารู้สึกไม่มั่นคง


🔥 แต่อย่าโยนภาระทั้งหมดให้ลูกน้อง


อย่างไรก็ตาม หากคำตอบขององค์กรคือการสอนพนักงานให้ “รับมือหัวหน้าให้เก่งขึ้น” เพียงอย่างเดียว นั่นเท่ากับองค์กรกำลังผลักต้นทุนของปัญหาลงไปให้คนที่มีอำนาจน้อยกว่า


ทางออกในระดับองค์กรจึงต้องออกแบบระบบที่ไม่ทำให้หัวหน้าคนเดียวกลายเป็นจุดผ่านของความจริงทั้งหมด


Decision Rights ควรชัดเจนพอที่ทีมจะรู้ว่าเรื่องใดตัดสินใจเองได้ ข้อมูลสำคัญควรมีช่องทางเดินทางมากกว่าหนึ่งเส้น และ Feedback ควรสามารถไหลข้ามระดับได้โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับความเปิดกว้างของผู้จัดการคนใดคนหนึ่ง


เป้าหมายไม่ใช่การสร้างผู้นำที่ไม่มีความกลัวหรือความไม่มั่นคง เพราะแทบไม่มีมนุษย์คนไหนทำได้ แต่คือการออกแบบองค์กรที่ ความไม่มั่นคงของคนหนึ่งคนไม่สามารถกลายเป็นความผันผวนของคนทั้งระบบได้ง่ายเกินไป


🔥 คำถามอาจไม่ใช่ว่า “หัวหน้าของเราเป็นแบบไหน”


เรื่องนี้ง่ายมากที่จะอ่านในฐานะลูกน้อง แล้วเริ่มนึกถึงชื่อหัวหน้าของตัวเอง แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าอาจอยู่ในอีกทิศทางหนึ่ง


แทบทุกคนมีสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้ตัวเองไม่มั่นคง บางคนเริ่ม Micromanage เมื่อตัวเลขไม่ดี บางคนปิดรับความคิดเห็นเมื่อถูกผู้บริหารกดดัน บางคนเปลี่ยนทิศทางทันทีเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกขบวน และบางคนต้องการการยืนยันจากคนรอบตัวมากกว่าปกติเมื่อเข้าสู่บทบาทใหม่


การมีความไม่มั่นคงจึงไม่ได้ทำให้ใครเป็นหัวหน้าที่แย่โดยอัตโนมัติ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราปล่อยให้ความไม่มั่นคงของตัวเองถูกส่งต่อเป็นภาระของทีมมากแค่ไหน


สำหรับคนที่เป็นหัวหน้า คำถามที่น่าสนใจจึงอาจไม่ใช่


“ฉันเป็นหัวหน้าที่ดีหรือเปล่า?”


แต่อาจเป็น


“ในหนึ่งสัปดาห์ ทีมของเราต้องเสียเวลาและพลังงานกี่เปอร์เซ็นต์ ไปกับการบริหารความไม่มั่นคงของเรา?”


เพราะเวลาส่วนนั้นอาจไม่เคยปรากฏใน Timesheet ไม่เคยมี Budget Code และไม่เคยถูกเรียกว่า Management Cost


แต่องค์กรกำลังจ่ายมันอยู่ทุกวัน

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page