top of page

อัตราลาออกที่ลดลงกำลังถูกรายงานเป็นความสำเร็จ ทั้งที่มันอาจเป็นสัญญาณว่าองค์กรกำลัง "กักเก็บ" คนที่ไม่อยากอยู่ไว้เต็มระบบ

  • 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ในห้องประชุมฝ่ายบุคคล ตัวเลขหนึ่งบนสไลด์มักสร้างความพอใจให้ผู้บริหารได้เสมอ นั่นคือ Turnover Rate ที่ลดลง โดยเฉพาะถ้าต่ำที่สุดในรอบหลายปี มันดูเหมือนหลักฐานตรงไปตรงมาว่าองค์กรกำลังทำเรื่อง Retention ได้ดีขึ้น คนอยากอยู่กับบริษัทมากขึ้น และนโยบายด้านพนักงานกำลังได้ผล


แต่ก่อนจะสรุปเช่นนั้น มีคำถามหนึ่งที่ควรถามให้ชัดเจนเสียก่อนว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าคนไม่ลาออก เพราะเขาอยากอยู่ ไม่ใช่เพราะเขาออกไม่ได้


คำถามนี้สำคัญ เพราะ Turnover ต่ำสามารถเกิดจากสองสภาวะที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง แบบแรกคือองค์กรดีพอจนคนเลือกอยู่ ส่วนแบบที่สองคือตลาดแรงงานแย่พอจนคนไม่กล้าออก และปัญหาคือทั้งสองสภาวะให้ตัวเลขบน Dashboard เหมือนกัน


🔥 Turnover เป็นตัวชี้วัดสองหน้า


เมื่อพนักงานรู้สึกว่าองค์กรมีอนาคต งานมีความหมาย หัวหน้าดี มีโอกาสเติบโต และได้รับผลตอบแทนเหมาะสม เขาย่อมมีเหตุผลที่จะอยู่ นี่คือ Retention ที่องค์กรต้องการ เพราะการอยู่ต่อสะท้อนความสัมพันธ์ที่ยังแข็งแรงระหว่างพนักงานกับองค์กร


แต่พนักงานอีกคนอาจไม่พอใจกับงาน ไม่เห็นอนาคต และพร้อมจะไปทันที เพียงแต่ตลาดงานภายนอกไม่ดี บริษัทต่าง ๆ ชะลอการจ้าง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนงานสูงเกินไป เขาจึงตัดสินใจอยู่ต่อเช่นกัน


สำหรับพนักงาน สองสถานการณ์นี้แตกต่างกันมาก แต่สำหรับระบบ HR ทั้งคู่ถูกบันทึกเหมือนกันว่า “ยังไม่ลาออก”


นี่คือข้อจำกัดสำคัญของ Turnover Rate เพราะมันบอกเราได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่า ทำไม จึงเกิดขึ้น


🔥 เมื่อการอยู่ต่อไม่ได้แปลว่าความผูกพันเพิ่มขึ้น


ปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า Job Hugging ช่วยอธิบายสถานการณ์นี้ได้ดี พนักงานบางส่วนกำลัง “กอด” งานปัจจุบันไว้ ไม่ใช่เพราะพอใจกับงานมากขึ้น แต่เพราะมองว่าการเปลี่ยนงานในภาวะที่ตลาดไม่แน่นอนมีความเสี่ยงสูงกว่า


สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจึงเป็นความย้อนแย้งที่ผู้บริหารควรให้ความสนใจ องค์กรสามารถมี Retention Rate ที่ดีขึ้น ในขณะที่ Engagement กลับลดลงได้พร้อมกัน


ข้อมูลของ Gallup ระบุว่า Employee Engagement ทั่วโลกลดลงเหลือประมาณ 20% ในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการพูดถึงปรากฏการณ์ Quiet Cracking มากขึ้น เพื่ออธิบายคนที่ยังมาทำงาน ยังประชุม ยังส่งงาน และภายนอกดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ความรู้สึกเชื่อมโยงกับงานกำลังค่อย ๆ กร่อนลง


ปัญหาของคนกลุ่มนี้คือ พวกเขาไม่ได้ปรากฏอยู่ใน Turnover Report เพราะยังไม่ได้ลาออก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขากำลังสร้างคุณค่าให้กับองค์กรด้วยพลังเท่าเดิม


🔥 เมื่อประตู Exit ปิด สิ่งที่เหลืออาจไม่ใช่ Loyalty


Albert O. Hirschman เสนอกรอบคิดที่มีประโยชน์ต่อเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1970 ใน Exit, Voice, and Loyalty เมื่อคนไม่พอใจกับองค์กร เขาสามารถตอบสนองด้วยการ Exit หรือออกจากระบบ หรือใช้ Voice เพื่อส่งเสียงและพยายามทำให้ระบบเปลี่ยนแปลง ขณะที่งานวิจัยในเวลาต่อมาได้ขยายกรอบนี้โดยเพิ่ม Neglect หรือการอยู่ต่อแต่ค่อย ๆ ถอนความพยายามออกจากความสัมพันธ์นั้น


เมื่อนำกรอบนี้มามองตลาดแรงงานในช่วงที่การหางานใหม่ยากขึ้น เราจะเห็นปัญหาที่ Turnover Rate ไม่สามารถสะท้อนได้


เมื่อประตู Exit เปิด พนักงานที่ไม่พอใจสามารถเดินออกไปได้ แต่เมื่อประตูนั้นค่อย ๆ ปิดลงจากภาวะตลาด สิ่งที่องค์กรควรคาดหวังคือ Voice ต้องแข็งแรงขึ้น พนักงานต้องสามารถพูดถึงปัญหา ตั้งคำถาม หรือเสนอการเปลี่ยนแปลงได้อย่างปลอดภัย


แต่ถ้า Exit ยากขึ้น ขณะที่ Voice ก็ไม่ได้ดีขึ้น พนักงานไม่ได้เปลี่ยนจาก “อยากออก” ไปเป็น “อยากอยู่” โดยอัตโนมัติ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือเขาเคลื่อนเข้าสู่ Neglect — อยู่ต่อ แต่ถอนพลังออก


เขาอาจยังทำงานตามหน้าที่ แต่หยุดเสนอไอเดีย หลีกเลี่ยงงานที่เสี่ยง ไม่อาสารับความรับผิดชอบเพิ่ม เลิกลงทุนกับความสัมพันธ์ในทีม และทำเพียงเท่าที่จำเป็น


จากภายนอก องค์กรจึงดูนิ่งขึ้น แต่ความนิ่งนั้นอาจไม่ได้เกิดจาก Loyalty หากเกิดจากการที่คนไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า


🔥 ต้นทุนไม่ได้หายไป เพียงถูกเลื่อนไปในอนาคต


นี่คือเหตุผลที่ Turnover ต่ำในตลาดแรงงานที่ฝืดอาจสร้างความมั่นใจที่ผิดให้กับผู้บริหาร เพราะความต้องการลาออกไม่ได้จำเป็นต้องหายไปพร้อมกับการลาออกจริง


มันสามารถถูกสะสมไว้ได้


เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น บริษัทกลับมาจ้างงาน และความเสี่ยงจากการย้ายงานลดลง องค์กรอาจไม่ได้เผชิญการลาออกที่เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เผชิญกับความต้องการย้ายงานที่สะสมมาหลายปีและถูกปลดล็อกพร้อมกัน


ที่สำคัญ คนกลุ่มแรกที่สามารถออกได้มักเป็นคนที่มีทางเลือกมากที่สุด ซึ่งมักเป็นคนที่มีทักษะสูง มีผลงานดี มี Network และเป็นที่ต้องการของตลาด กล่าวอีกแบบคือ คนที่องค์กรอยากเก็บไว้ที่สุดอาจเป็นกลุ่มที่สามารถเดินออกจากประตูได้ก่อนคนอื่น


Retention ที่เกิดจากตลาดแรงงานจึงไม่ได้กำจัดความเสี่ยง มันเพียง เลื่อนต้นทุนของการลาออกออกไปในอนาคต


🔥 อย่าวัดแค่ว่า “คนยังอยู่ไหม” แต่ต้องวัดว่า “เขายังลงทุนกับที่นี่ไหม”


ทางออกไม่ใช่การเลิกใช้ Turnover Rate แต่คือการหยุดอ่านมันเพียงตัวเดียว องค์กรจำเป็นต้องเพิ่มตัวชี้วัดที่ช่วยแยกระหว่าง คนที่อยู่เพราะต้องอยู่ กับ คนที่อยู่เพราะยังเลือกองค์กรนี้


ตัวอย่างหนึ่งคือ Internal Mobility หากคนยังสมัครงานภายใน ย้ายไปบทบาทใหม่ และมองหาเส้นทางเติบโตในบริษัท นั่นเป็นสัญญาณว่าเขายังมองเห็นอนาคตของตัวเองกับองค์กร เช่นเดียวกับอัตราการรับ Stretch Assignment เพราะคนที่ยังเต็มใจรับงานยากขึ้นมักกำลังลงทุนกับการเติบโตของตัวเองในระบบ


อีกตัวชี้วัดที่น่าสนใจคือ Performance Trajectory ของพนักงานที่อยู่มานาน แทนที่จะดูเพียงว่าใครอยู่ครบสามหรือห้าปี องค์กรควรถามต่อว่า ผลงาน ความริเริ่ม และความรับผิดชอบของคนเหล่านั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับช่วงแรกที่เข้ามา


แม้แต่ Engagement Survey ก็ควรมีคำถามที่พยายามแยก “การอยู่” ออกจาก “การเลือกอยู่” เช่น


“ถ้าวันนี้คุณได้รับข้อเสนอจากบริษัทอื่นที่ให้ค่าตอบแทนและเงื่อนไขใกล้เคียงกัน คุณยังจะเลือกทำงานที่นี่หรือไม่?”


คำถามนี้อาจให้ข้อมูลที่มีประโยชน์มากกว่าการถามเพียงว่าพนักงานพึงพอใจแค่ไหน เพราะมันบังคับให้เรากลับไปยังคำถามพื้นฐานที่สุดของ Retention ว่า หากพนักงานมีทางเลือกจริง เขายังเลือกเราหรือไม่


🔥 Retention ที่แท้จริงต้องพิสูจน์ในวันที่ประตูเปิด


Turnover Rate ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ไร้ประโยชน์ อัตราการลาออกที่ลดลงสามารถเป็นข่าวดีได้จริง แต่ตัวชี้วัดใดก็ตามที่สามารถดีขึ้นเพียงเพราะสถานการณ์ภายนอกแย่ลง ควรถูกอ่านด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ


เพราะองค์กรไม่ได้ควบคุมเพียงเหตุผลที่ทำให้คนอยากอยู่ แต่ตลาดแรงงานภายนอกยังควบคุมความสามารถของคนในการเดินออกไปด้วย


ดังนั้น หาก Turnover ลดลงในช่วงที่ตลาดงานฝืด สิ่งที่ผู้บริหารควรถามอาจไม่ใช่ “เราทำ Retention สำเร็จแค่ไหน”


แต่คือ “ถ้าพรุ่งนี้ตลาดงานกลับมาดี และทุกคนมีทางเลือกอีกครั้ง คนของเรายังจะเลือกอยู่ที่นี่หรือไม่?”


เพราะ Retention ที่แข็งแรงจริง ไม่ใช่การมีองค์กรที่คนออกไปไหนไม่ได้


แต่คือการมีองค์กรที่ แม้ประตูจะเปิดอยู่ คนก็ยังเลือกที่จะอยู่

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page